แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเซียนหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเซียนหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

29 มิถุนายน 2559

การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน โดย นพ. พงศกร เอื้อชวาลวงศ์

Mind Investing Blog 

ผมได้สรุปเนื้อหาที่ผมได้บรรยายในงานสังสรรค์ VI ไตรมาส 2 ลงในบทความนี้นะครับ ต้องขอบคุณทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรในงานนี้ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านที่ตั้งใจฟัง ไม่มีใครคุยกันเลย...หลายตั้งใจจดมากแม้ว่าผมบอกแล้วว่าจะแจกใน Blog หลายคนถึงขึ้นอัด VDO กันเลยทีเดียว  ขอบคุณภรรยาที่ช่วยตัด Slide ให้เพราะว่าผมงานประจำเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาทำ แถมยังมาเป็นกำลังใจให้ถึงขอบเวทีด้วยครับ ขอบคุณครับ

ผมได้พยายามเต็มที่แล้วที่จะให้เนื้อหาเกี่ยวกับหุ้นเติบโตครบถ้วน เข้าใจง่ายที่สุดภายในเวลา 2 ชม. เริ่มตั้งแต่ง่ายไปยาก พยายามจะใส่จุดที่นักลงทุนหลายคนยังเข้าใจผิดและทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้น และนำหลักการที่ผมให้ไปใช้จริงได้ครับ ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาใน Slide ที่จะไปบรรยายนะครับ และผมจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นเติบโต (Growth investing) แบบในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อนนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามได้ครับ

การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน Outline 
  • ทำไมต้องลงทุนในหุ้นเติบโต? 
  • ความเข้าใจเรื่องหุ้นเติบโต
  • ความสำคัญของเวลา / ความเข้าใจเรื่องอนาคต / มองอนาคตโดยใช้จินตนาการและเหตุผล 
  • ภาพลวงตาของ PE / คุณภาพและอนาคตของกำไร
  • พฤติกรรมผู้บริโภค
  • การมอง Business model ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวม / Natural selection ในระบบทุนนิยม / Megatrend 
  • ความสามารถในการแข่งขัน (DCA) 
  • สิ่งที่สำคัญต่อการอยู่รอดและเติบโต 
  • การเลือกหุ้นจากชีวิตประจำวัน / Systemic approaching 
  • ช่องทางการเติบโตของกำไร 
  • ที่มาของการขยายธุรกิจ / เอาเงินมาจากไหนมาขยายการเติบโต? 
  • การพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ 
  • การพัฒนาจิตใจของนักลงทุนหุ้นเติบโต / จิตวิทยาการลงทุน 

 ทบทวนหลักการของ VI กันก่อน
  • - ซื้อหุ้นด้วยมุมมองของการซื้อธุรกิจ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัทสัดส่วนการถือหุ้น
  • - ซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic value) 

 การลงทุนหุ้นเติบโต 
  • มองที่การเติบโตของบริษัทเป็นหลัก...แล้วจึงมาดูว่าราคาที่ตลาดให้น่าซื้อ 
  • มีส่วนลดราคาหรือไม่? 
  • ไม่ใช่การมองที่ราคาถูกกว่ามูลค่าแล้วตัดสินใจซื้อเลย 
  • บ้านต้องมีเสา 
  • การลงทุนต้องมีหลักการหรือโครงสร้างทางความคิด 
  • แต่ละคนมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ให้ฟังในสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์กับตนเองได้ 


 การแบ่งหุ้นเป็น 6 ประเภทตามแบบฉบับของ Peter Lynch 


  • ประเภท 1 - 3 ( หุ้นโตช้า, หุ้นแข็งแกร่ง, หุ้นโตเร็ว ) ใช้การเติบโตเป็นตัวแบ่ง ดังนั้นความสามารถในการเติบโตของธุรกิจหรือการเติบโตของกำไรเป็นที่สิ่งสำคัญมาก 
  • ชนิดของการจำแนกหุ้นเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา 
  • หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นปันผล (ธุรกิจอิ่มตัว ไม่เติบโตแล้ว) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นวัฎจักร (กำไรขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้น Asset play ได้ (สินทรัพย์ที่ซื้อมาในช่วงธุรกิจเติบโตมีมูลค่าสูงขึ้นมาก) 
  • ในขณะเดียวกันหุ้นชนิดอื่นอาจจะกลายเป็นหุ้นเติบโตได้เช่นกันถ้าปัจจัยพื้นฐานเอิ้ออำนวย หุ้น turn around บางตัวพอ turn จบกลายเป็นหุ้นเติบโตต่อเนื่อง หุ้นวัฎจักรบางตัวมีแผนการเติบโตที่ชัดเจนและ Demand สินค้าสูงอย่างต่อเนื่องระยะยาว...เราจะมองหุ้นเหล่านี้ด้วย Model ของหุ้นเติบโต หุ้น Asset play บางตัวมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำธุรกิจใหม่...แล้วปรากฎว่าเข้าได้กับ Model ของหุ้นเติบโต 
  • ดังนั้น...อย่ายึดติด "ชื่อหุ้น" กับชนิดของหุ้น เพราะชนิดของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเหตุของมันเปลี่ยน (พื้นฐานเปลี่ยน) 


ความเข้าใจเรื่องหุ้นเติบโต 

 ลักษณะของหุ้นเติบโต

  • หุ้นเติบโตเป็นหุ้นที่มองไปยังอนาคต (หุ้นบางชนิดจะมองปัจจุบันเป็นหลัก เช่น หุ้น Asset play, หุ้นปันผล) - เวลาเป็นตัวแปรสำคัญของมูลค่าหุ้นเติบโต ทั้งด้านปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงปริมาณ 
  • ขอให้ "ลืม" ราคาหุ้น ลืม PE ratio ลืมตลาดหุ้นไปก่อน ...แล้วมองดู Core business ว่าบริษัทมีการเจริญเติบโตหรือไม่? ถ้ามีบริษัทมีการเติบโตของธุรกิจ กระแสเงินสดและกำไร บริษัทนั้นคือบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต หุ้นของบริษัทเติบโตที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์คือ "หุ้นเติบโต" ครับ 
  • หุ้นเติบโตต้องดูจากโครงสร้างธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต (Growth potential) ไม่ใช่ดูจากค่า PE สูง...แม้ว่าหุ้นเติบโตส่วนใหญ่ค่า PE จะสูงก็ตาม หุ้น PE ต่ำบางตัวเป็นหุ้นเติบโตได้เช่นกัน ค่า PE คือการให้มูลค่าของตลาดหุ้น ไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวนี้คือหุ้นเติบโต 


ทำไมต้องลงทุนในหุ้นเติบโต? 

  • เป็นหุ้นที่เหมาะต่อการถือระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอหุ้น ไม่มีเวลาตามข่าวระยะสั้นทุกวัน แต่ต้องการผลตอบแทนที่ชนะตลาด (เช่น ผม เป็นต้น) 
  • เป็นหุ้นที่ไม่ต้องเชียร์เลย...ผมไม่เคยเชียร์หุ้น ชอบถือหุ้นเงียบๆ แต่หุ้นเติบโตราคาจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องไปนั่งเชียร์เพราะมีตัว Driver ราคาหุ้นตลอด นั่นคือการพัฒนาของกิจการในเชิงคุณภาพ รายได้และกำไรที่เติบโตขึ้นในเชิงปริมาณ รวมถึงปันผลที่เพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ 
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน VI สไตส์ไหนก็ตาม เช่น หุ้นปันผล หุ้น Turn around หุ้นคอมโม ... ต้องเข้าใจเรื่องการเติบโตทั้งสิ้น 
  • นักลงทุนควรมีหุ้นเติบโตติดพอร์ตเอาไว้บ้างจะทำให้ผลตอบแทนดีขึ้น ไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนก็ตามครับ 


ตลาดหุ้นในปัจจุบันควรสนใจหุ้นเติบโตหรือไม่? 


  • ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงขึ้นส่วนใหญ่ราคาแพงแล้วแสดงว่าเราไม่ควรลงทุนในหุ้นเติบโตจริงหรือ?
  • ช่วงนี้หุ้นราคาแพง หาหุ้นดีราคาถูกยาก หลังวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติซับไพรม์มีหุ้นดีราคาถูกมากมาย แค่นั่งขุดหุ้นแล้วเชียร์สร้าง story ก็ได้กำไรหลายรอบแล้ว (ไม่แนะนำให้ทำครับ ผมไม่ทำแน่นอน) แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ดังนั้นมี 2 วิธีคือ 
  1. รอให้เกิดวิกฤติซึ่งไม่รู้อีกนานแค่ไหนเพื่อที่จะได้ซื้อหุ้นถูกสุดๆ 
  2. หาธุรกิจที่เติบโตได้สูงกว่าตลาดแล้วซื้อในขณะที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าและถือหุ้นเติบโตไว้ตราบที่บริษัทยังเติบโตอยู่ 


  • นักลงทุนแนว VI หลายคนเข้าใจว่า...ลงทุนแบบ VI คือซื้อหุ้นถูก PE ต่ำ, PBV ต่ำ ซึ่งอาจจะทำให้ไปซื้อหุ้นที่คุณภาพไม่ดีเพราะไม่ได้ประเมินลักษณะการทำธุรกิจ Business model และทำให้ผลตอบแทนไม่ดีในที่สุด - อย่างน้อยถึงแม้ว่าเราจะหาหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาไม่ได้เลย ไม่มี MOS เราก็สามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ว่า..."บริษัท" ใดมีการเติบโตระยะยาว เพื่อว่าความ "เตรียมพร้อม" ที่เราศึกษาไว้ก่อนจะทำให้เรา "กล้าซื้อ" หุ้นเมื่อตลาดตกหนักในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยน บริษัทยังมีการเติบโตระยะยาวต่อเนื่อง 
  • สรุปว่า...ไม่ควรหยุดที่ศึกษาเรื่องธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตไม่ว่าจะอยู่ในภาวะตลาดใดก็ตาม (แต่การซื้อขายเป็นคนละเรื่องครับ ไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่สามารถทำได้ทุกวันครับ) 


ความเข้าใจเรื่องอนาคต 


  • นักลงทุนต้องทำความเข้าใจกับเรื่องอนาคตเพราะการลงทุนในหุ้นเกี่ยวข้องกับอนาคตโดยตรง...เพราะหุ้นจะขึ้นเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ "เชื่อ" ว่า หุ้นตัวนี้ผลกำไรจะดีขึ้นในอนาคต (เช่น ไตรมาสหน้า ปีหน้า สิบปีข้างหน้า แล้วแต่ความไกลของสายตาตลาดและความแรงของข่าว หรือการเติบโตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว) และนักลงทุนส่วนใหญ่หวังผลที่ได้จากการเพิ่มของราคาหุ้น (Capital gain) เมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต 
  • การลงทุนหุ้นหรือการเก็งกำไรหุ้น เกี่ยวข้องกับมองอนาคตโดยตรง 
  • เราจึงต้องมาเรียนรู้เรื่องอนาคตครับ 


เรามีความเข้าใจเรื่องอนาคตอย่างไรบ้าง?

  1.  อนาคตเป็นภาพเดียวที่เกิดแน่นอน อนาคตเป็นความน่าจะเป็น 
  2. อนาคตถูกกำหนดมาแล้ว อนาคตเป็นไปตามเหตุและผล 
  3. ทำนายอนาคตได้ ทำนายอนาคตไม่ได้ 

- Einstein VS Quantum physics (เช่น ไฮเซนเบริก) พระเจ้าไม่โยนลูกเต๋ากับจักรวาล VS เราไม่สามารถระบุตำแหน่งของอนุภาคและโมเมนตัมได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน

 ความเห็นของผมในเรื่องอนาคต


  • เรารู้อนาคตได้จริงเหรอ? ทั้งที่สิ่งที่เรา perceive คือปัจจุบันล้วนๆ (ข้อมูลอดีตในสมองและประสาทสัมผัสในปัจจุบัน) หรือว่า...จริงๆแล้วอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย (Unknowable) 
  •  ลองทายสิ่งที่เกิดขึ้นอีก 1 นาทีข้างหน้าเราแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำ (เช่น ทายผู้ชนะของนักวิ่ง 100 เมตร, การแข่งม้า, ราคาหุ้นระยะสั้น, ไพ่ที่เราจะได้รับในการแข่ง Poker ... เป็นต้น) 
  • ผมเคยลองซื้อหวย เจ๊งครับ (คนส่วนใหญ่จะเจ๊งตามความน่าจะเป็น...และไม่มีใครทำนายอนาคตได้) 
  • ดังนั้นเวลาทำนายอนาคตถูกอย่ามั่นใจในตัวเองเกินไปเราอาจจะแค่โชคดี เพราะไม่มีใครรู้แน่นอนว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นครับ 


Future prediction 


  • เราทุกคนอยากรู้อนาคต...มีศาสตร์มากมายที่อ้างว่าทำนายอนาคตได้ (โหราศาสตร์ ลายมือ ไพ่ยิปซี) มีกูรูมากมายที่เชื่อว่าผู้คนเชื่อว่าทำนายอนาคตได้ แต่ความจริงแล้ว...อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ 
  • เรามักจะชอบฟังความของผู้เชี่ยวชาญ...กูรูทั้งหลายเรื่องอนาคต เพราะเรากลัวและไม่มั่นใจกับอนาคต 
  • ดังนั้นไม่มีประโยชน์ในการทำนายอนาคต...โดยเฉพาะการทำนายเรื่อง Macroeconomic ครับ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ครับ 
  • แต่สำหรับพื้นฐานของกิจการและการเติบโตในอนาคตเราพอคาดการณ์ได้...โดยคิดแบบจำลองสถานการณ์หลายเหตุการณ์และเข้าใจถึงเหตุปัจจัยทั้งภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อธุรกิจครับ  


การพยายามคาดการณ์อนาคตนำมาซึ่ง... 

  • นักลงทุนหลายคนพยายามเก็งกำไรงบการเงินเพื่อหาว่าไตรมาสหน้าบริษัทใดจะมีกำไรเติบโตขึ้น...โดยไม่ได้ประเมินว่ากำไรที่เติบโตขึ้นจะเป็นอย่างไรในระยะยาว ต่อให้เดาถูก...ราคาตลาดอาจจะไม่ขึ้นหรือแม้กระทั่งลดลง (เนื่องจาก Sell on fact) นักลงทุนลักษณะนี้มีอยู่มากมายทำให้ซื้อรับความคาดหวังไปกันหมดแล้ว ยิ่งถ้าเดาผิด...ราคาตลาดจะลดลงอย่างมากเพราะตลาดผิดหวังรุนแรง 
  • ตัวอย่างการคาดเดาอนาคต ซื้อดักงบการเงิน ซื้อดัก Opportunity day ซื้อดัก Company visit เป็นต้น 
  • แล้วอย่างนั้นเราจะมีมุมมองอนาคตอย่างไรดี? 


ผมคิดว่า... 

  • อนาคตไม่ได้มีแค่ภาพเดียว...เพราะมนุษย์เรามีสิทธิเลือกที่จะตัดสินใจกระทำในปัจจุบันได้ ขอให้มองอนาคตเป็นหลายเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยความน่าจะเป็นขึ้นกับเหตุปัจจัยที่ส่งผลลัพธ์ในอนาคต มองทั้งด้านดี...ด้านร้าย โอกาสและความเสี่ยง ถ้ามองแต่ด้านดีอย่างเดียวแล้วเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเราจะเสียหลักรับมือไม่ถูกครับ 
  • ดังนั้นขอให้มองอนาคตตามภาพของความน่าจะเป็น...ด้วยการศึกษาข้อมูล...เหตุและปัจจัยในปัจจุบันที่มีผลต่ออนาคต 


 เราได้อะไรบ้างจากความเข้าใจเรื่องอนาคต 


  1. ไม่ปักใจเชื่อผู้เชี่ยญชาญหรือเซียนโดยไม่ไตร่ตรองด้วยตนเองเพราะเข้าใจว่าไม่มีใครรู้อนาคต 
  2. มองหาเหตุปัจจัยในปัจจุบันที่จะส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต...ทั้งปัจจัยภายนอก Demand trend ปัจจัยภายในทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงปริมาณ 
  3. การรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น...ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่า มี MOS การรู้จักกระจายความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม 
  4. เข้าใจการประเมินบริษัทว่าเป็น Dynamic ไม่ใช่ Static ปัจจัยที่ส่งผลต่ออนาคตของบริษัทไท่ได้อยู่นิ่งกับที่ เราต้องประเมินคุณภาพของกิจการเป็นระยะ (เช่น ปีละครั้ง) 
  5. ไม่ปักใจว่ามูลค่าของบริษัทว่ามีเพียงตัวเลขเดียว (เพราะหุ้นเป็น Dynamic) ...ขอให้มองเป็น Range (ช่วงราคา) จะทำให้ดีต่อการตัดสินใจซื้อขายมากกว่าครับ 


 ความสำคัญของ "เวลา" กับหุ้นเติบโต 


  • "เวลา" คือ สิ่งที่มีพลังที่สุดในจักรวาลเพราะ...เวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แต่ในความไม่แน่นอนคือ...ทุกอย่างต้องเกิดจากเหตุไปสู่ผล ผลเกิดจากเหตุและปัจจัย - ถ้าเราไม่รู้เหตุและปัจจัยเราจะไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ...แต่ถ้าเราทราบเหตุปัจจัยที่มีผลในทุกเหตุปัจจัย...เราจะทำนายผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำครับ เช่น การคาดการณ์การเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้า เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างดาวต่างๆ (แรงโน้มถ่วง gravitation force) 
  • เมื่อเวลาผ่านไป...กิจการที่มีศักยภาพในการเติบโต (growth potential) จะแสดงพลังออกมา ทั้งที่ตอนแรกเราอาจจะมองไม่เห็น ... เหมือนเด็กทารกที่เริ่มจากเซลเดียวแล้วเมื่อเวลาผ่านใน 9 เดือนในครรภ์...กลายเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้นไม้ที่เริ่มจากเมล็ดพันธ์เล็กๆที่เมื่อปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม...จะแสดงศักยภาพเป็นต้นไม้ใหญ่ในอนาคต ซึ่งการเติบโตต้องอาศัยเวลา...จะไปเร่ง"ไม่ได้" เราต้องอดทนรอคอย 
 หุ้นเติบโตกับค่า PE 
  • ตลาดหุ้นไม่ให้ค่า PE ของหุ้นทุกตัวเท่ากันเพราะหุ้นแต่ละชนิดคุณภาพไม่เหมือนกัน หุ้นที่มีอนาคต...สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเป็นระยะเวลานาน อนาคตสดใสย่อมได้รับค่า PE สูง หรือ หุ้นดีราคาแพงนั่นเอง 
  • ของดีมักจะมีราคาสูง ของที่เกรดต่ำกว่าราคาจะถูก แต่ก็ไม่เสมอไป การใช้ค่า PE แบ่งคุณภาพหุ้นจึงไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 
  • สำหรับหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพ PE ปัจจุบันอาจจะดูสูง...แต่เมื่อใช้ Earning ของอนาคต เช่น 1 ปีข้างหน้า หรือ 5 - 10 ปีข้างหน้าจะพบว่า Forward PE เมื่อใช้ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรของอนาคตจะมีค่าน้อยลงมากทีเดียวครับ 

*** หุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไปไม่เหมาะกับการเข้าซื้อเช่นกัน เช่น iphone แม้ว่าจะเป็นโทรศัพท์ที่ดีแต่การซื้อเครื่องละ 1 ล้านย่อมนับว่าไม่คุ้มค่าครับ*** 

ยกตัวอย่าง - ความสัมพันธ์ของเวลาและหุ้นเติบโต 

ลองเปรียบเทียบหุ้น 2 ตัว ดูนะครับ
หุ้น A เป็นหุ้นโตช้าเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
หุ้น B เป็นหุ้นเติบโตที่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เติบโตเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลา 10 ปี

สมมุติว่า...กำไรสุทธิ = 1 บาท ที่จุดเริ่มต้น

 หุ้น A จะมีกำไรปีที่ 10 เท่ากับ 1 x (1+0.05)ยกกำลัง 10 = 1.63 บาท
หุ้น B จะมีกำไรปีที่ 10 เท่ากับ 1 x (1+0.20)ยกกำลัง 10 = 6.19 บาท
จะเห็นได้ว่าหุ้น B มีกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมากเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีครับ มากกว่าหุ้น B ถึง 3.8 เท่า
ถ้าการเติบโตยิ่งต่อเนื่องยาวนานขึ้นเท่าใด...หุ้นเติบโตยิ่งทิ้งห่างหุ้นปันผลมากขึ้นเท่านั้น

สมมุติถ้าหุ้น A ตลาดให้ PE แค่ 7 ราคาหุ้น A ปัจจุบันเท่ากับ 7 บาท ราคาหุ้น A ที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 11.40 บาท (7 -> 11.40 กำไร 63 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี)

สมมุติหุ้น B เป็นกรณี
 
กรณีที่ 1 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หุ้น B เติบโตยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง...สมมุติตลาดให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 20 (เท่ากับการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 20 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 123 บาท (20 -> 123 กำไร 515 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี)

กรณีที่ 2 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีหุ้น B หมดศักยภาพในการเติบโตแล้วกลายเป็นหุ้นโตช้า...สมมุติตลาดให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 20 (เท่ากับการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 20 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลัง ตลาดลดค่า PE ลงเนื่องจากลายเป็นหุ้นโตช้าเท่ากับ PE 7 (เท่าหุ้น A) ราคาหุ้น B ในอีก 10 ปีให้หลังเท่ากับ 7 x 6.19 = 43.33 บาท (20 -> 43.33 กำไร 116 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี) แม้ว่าตลาดได้ลดค่า PE ลงแล้วยังได้กำไรมากกว่าการซื้อหุ้นโตช้าอยู่ดีครับ 

กรณีที่ 3 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หุ้น B หมดศักยภาพในการเติบโตแล้วกลายเป็นหุ้นโตช้า...แต่ตลาดคาดหวังสูงให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 30 (มากกว่าการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 30 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 43.33 บาท (30 -> 43.30 กำไร 44 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี) แสดงว่าการซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไปจะทำให้ได้กำไรน้อยลงได้

(ตัวอย่างใช้การสมมุติตัวเลขเพียง 3 ชุดเพื่อแสดงให้เห็น "พลังของเวลา"...แต่การจำลองสถาณการณ์ของจริงทำได้มากกว่านี้ได้หลายรูปแบบครับ เช่น การเติบโตของกำไรที่มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี, การที่ตลาดให้ค่า PE หุ้นเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการเติบโต, การให้ค่า PE ของหุ้นโตช้าสูงกว่านี้ เช่น ให้ PE = 10 เป็นต้น)

 ดังนั้นจากตัวอย่างนี้...เราจะเห็นได้ว่า

1. การซื้อหุ้นเติบโตระยะยาวยิ่งถือนานกำไรยิ่งเพิ่มพูน เพราะ "เวลา" เป็นเพื่อนของกิจการที่ยอดเยี่ยม...ยิ่งถือหุ้นนานยิ่งเสี่ยงน้อยลงเพราะหุ้นเติบโตมีขนาดของ Upside ที่สูงพอที่จะกลบความผันผวนระยะสั้นได้อย่างสบายๆ หุ้นประเภทอื่นยิ่งถือนานยิ่งเสี่ยง...เช่น

  • หุ้น Turnaround ถ้า turn จบแล้วปัจจัยพื้นฐานไม่เติบโตต่อเนื่อง...อาจจะกลับไปฟุบซ้ำด้วยเหตุว่าพื้นฐานบริษัทไม่ดีมาตั้งแต่ต้น 
  • หุ้น Cycle กำไรขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ...ถ้าถือยาวตอนขาลงจะขาดทุนมาก ถ้าถือขาขึ้นแล้วถือยาวไม่ยอมขาย อาจจบขาขึ้นโดยไม่ได้ขายทำให้ไม่ได้กำไรหรือถือจนขาดทุนได้ในที่สุด 


2. การซื้อหุ้นเติบโตต้องประเมินราคาเทียบกับการเติบโตด้วย...ถ้าซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงมากๆ โดยที่หุ้นไม่ได้มีศักยภาพในการเติบโตขนาดนั้น อาจจะขาดทุนในระยะสั้น...แม้ในระยะยาวอาจจะได้กำไรน้อยหรือกระทั่งขาดทุนได้ครับ ควรซื้อหุ้นเติบโตเมื่อราคาถูกกว่าการเติบโต ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ต้องมี Margin of safety ครับ (ผมจะพูดถึงเรื่อง PE อีกครั้งว่าทำไมหุ้นแต่ละตัว PE สูงต่ำไม่เท่ากันเอาอะไรมาวัดครับ)

การเติบโตระยะยาว VS การเติบโตระยะสั้น

- นักลงทุนบางคนบอกว่า...ยิ่งถือหุ้นยาวยิ่งเสี่ยงเพราะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากมายที่คาดเดาไม่ได้ การถือหุ้นยาวยิ่งทำให้เสี่ยงมากขึ้น สิ่งคำกล่าวนี้จริงหรือไม่?
- บางคนบอกว่าเราคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดได้แม่นยำกว่า...สิ่งที่จะเกิดในอีกหลายปีข้างหน้า
- ผมคิดว่าการมองแบบนี้เป็นจริงบางส่วน ไม่จริงบางส่วน และเป็นการด่วนสรุปเกินไป การคาดการณ์อนาคตมีภาพกรอบของเวลาที่เหมาะสมกับสิ่งต่างๆที่ไม่เหมือนกัน
- การมองภาพ...ต้องมีระยะที่เหมาะสมกับการมอง การมองเชื้อโรคต้องใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูง การมองไกลต้องใช้กล้องส่องทางไกล การมองภาพปกติในการขยายระดับละเอียดจะไม่เห็นภาพรวม เปรียบเหมือนมอง TV แบบขยายจะเห็นแต่จุดเล็กๆ ไม่เห็นไม่เข้าใจเนื้อหาใดๆที่แสดงใน TV เลย การคาดการณ์ลมฟ้าอากาศถ้ามองในระดับรายวันอาจจะคาดยาก...แต่ถ้ามองเป็นฤดูจะพอคาดเดาได้ว่าช่วงไหนน่าจะเป็นฤดูใด
- ดังนั้นการมองธุรกิจในรายวัน...หรือแม้แต่รายไตรมาส เราจะมองไม่เห็นการเติบโตของธุรกิจในภาพรวม การคาดการณ์การเติบโตจะมีกรอบเวลาที่มองเห็นภาพชัดของแต่ละธุรกิจ เห็นภาพชัดที่กรอบเวลาใดให้ลงทุนที่กรอบเวลานั้น
- ใครจะเก่งคาดการณ์ในกรอบระยะเวลาใด...ให้ลงทุนในกรอบระยะเวลาที่เราคาดการณ์ได้ ในกรอบเวลาที่เรามองเห็นความน่าจะเป็นของอนาคต แต่ถ้าเป็นการคาดการณ์ในเรื่องการเติบโตของธุรกิจ...ผมคิดว่าต้องเป็นระดับหน่วย "ปี" ขึ้นไป และที่สำคัญกว่านั้น...ถ้าบริษัทนั้นมีศักยภาพในการเติบโต เวลาจะเป็นเพื่อนของเราครับ ดังนั้น...งานของนักลงทุนหุ้นเติบโตคือการค้นหาบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวครับ การคาดการณ์การเติบโตในอนาคตของบริษัทจากการเติบโตในอดีต...???
- ไม่แน่เสมอไป...เพราะเราต้องเข้าใจเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัท แล้วประเมินว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่?
- บางคนรองบการเงินออก มานั่ง check กำไร ROA ROE นั่งแกะงบ ผมคิดว่าช้าเกินไป... เพราะส่วนใหญ่กว่างบการเงินจะออกราคาจะตอบรับแนวโน้มการเติบโตไปเรียบร้อยแล้วจากการประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ ในมุมมองของผมจะวิเคราะห์ Business model แล้วลองตั้งสมมุติฐานเรื่องความก้าวหน้าของกิจการที่มีผลต่อกำไร และตรวจสอบตัวเลขในงบการเงินที่สำคัญเป็นระยะ มองอนาคตโดยใช้จินตนาการและเหตุผล การพัฒนาการคาดการณ์อนาคต
- ภาพยนต์ต่างประเทศ การอ่านหนังสือ การไปเที่ยวต่างประเทศ การมองวิถีชีวิตของผู้คน
- ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ เราทุกคนมีความเข้าใจอุตสาหกรรมบางอย่างมากกว่าคนอื่น ตามความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมา ... ถ้าสนใจธุรกิจที่ยังไม่เข้าใจ...ให้เข้าไปศึกษาคลุกคลีจนเข้าใจธุรกิจ เพื่อเพิ่ม Circle of competence ในการลงทุนครับ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหมกมุ่นกับอนาคตจนละเลย

ปัจจุบัน...เพียงแค่ให้รู้ว่าบริษัทที่เราลงทุนกับกำลังจะเดินไปในแนวทางไหน คอยเฝ้าดูว่า...ตอนนี้ถึงจุดไหนของเส้นทางของการเติบโต

 การมองอนาคตในการเติบโตของหุ้นเติบโต

1. การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรมผู้บริโภค (เข้าใจการเติบโตของ Demand - Demand trend)
2. การเข้าใจการบริษัทที่เราลงทุน (เข้าใจการเติบโตของ Supply ที่มีต่อ Demand ...รวมถึงเข้าใจการสร้าง Demand) กรณีศึกษาเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ การใช้กล้องถ่ายรูปแบบฟิลม์ เพจเจอร์ อินเตอร์เนต โทรศัพท์มือถือ ชาเขียว การเดินห้าง เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค (เราทุกคน)
 - พฤติกรรมผู้บริโภคมีความสำคัญอย่างไร? ยกตัวอย่าง...ความเชื่อมโยง ความต้องการของมนุษย์บางคน -> Demand ของ End product -> Demand ของสายการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ End product นั้น -> ความต้องการของมนุษย์ในสังคม (Critical mass) -> Demand trend -> Megatrend
- ความต้องการของมนุษย์คือตัวกำหนดราคาของสิ่งต่างๆ - ความต้องการ = Demand - ธุรกิจคือการพยายามตอบสนอง Demand ของมนุษย์โดยแลกกับเงินตรา แล้วมนุษย์ต้องการอะไร?
 - ความต้องการทางร่างกาย ปัจจัย 4 (อาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม บ้าน คอนโด ยา โรงพยาบาล) - ความต้องการเป็นที่ยอมรับ (ธุรกิจความงาม, เครื่องประดับ, สินค้า brand name, การสร้าง brand, Smart phone) - ความต้องการค้นหาตนเอง (การสัมมนาพัฒนาตนเอง, หนังสือ)
- ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social network, Communication)
- ความง่าย มนุษย์มีแนวโน้มเข้าหาความง่าย ไม่ชอบความยุ่งยาก - ความเป็นหมู่คณะ มนุษย์ชอบทำตามกัน - ราคาถูก (มูลค่าในใจเทียบราคาที่ขาย) - ความสะดวกรวดเร็วทันใจ (การเสริมแรงทันทีเป็นกลไกของธรรมชาติ)
- หลีกหนีความทุกข์
- เข้าหาความสุข เราสามารถเอาความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการมอง Demand trend, การทำการตลาด, การประเมินความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการที่จะเอาชนะใจผู้บริโภคทั้งระดับ End product และกระบวนการผลิต
 - เริ่มจากความเข้าใจตนเอง...สำรวจตนเอง สุดท้ายจะนำไปสู่ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์โดยทั่วไปที่สุด
- เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมของคนใกล้ตัว คนในสังคม รวมถึงคนในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว การสร้าง Demand
- ธุรกิจจำเป็นต้องตอบสนอง Demand ของมนุษย์เสมอไปหรือไม่?
- มนุษย์หลายคนไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร...ส่วนใหญ่ต้องให้คนอื่นมาบอกให้...ว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี
- ประเมินว่าธุรกิจที่เราสนใจมีการสร้าง Demand หรือไม่? เช่น การโฆษณา การตลาดที่มีประสิทธิภาพ สินค้าที่โดนใจผู้บริโภค Megatrend (มาจาก Demand trend ที่เป็นภาพใหญ่และใช้ระยะเวลานาน)
- การมอง megatrend จะทำให้เราเข้าใจว่า..กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น จากการเติบโตของความต้องการของผู้บริโภค และการเติบโตของ supply ที่มีต่อ demand ของผู้บริโภค
- ไม่สามารถรับประกันได้ว่า...หุ้นที่อยู่ใน Megatrend จะเป็นหุ้นที่ประสบความสำเร็จเสมอไป เนื่องจาก

1. ถ้าบริษัทไม่ได้มีแรงจูงใจในการเติบโต...ทำพออยู่ไปวันๆ ก็ไม่มีทางเติบโตได้ เช่น ร้านมือถือ แม้ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมจะเติบโตเพราะมือถือราคาถูกลง...แต่ถ้าเจ้าของเป็นคนที่ทำงานเช้าชามเย็นชามไม่หาความก้าวหน้า บริษัทไม่มีทางเติบโตได้
2. ถ้าบริษัทไม่ได้มีความสามารถในการแข่งขัน...เมื่อทรัพยากรไม่พอเพียงต่อการเจริญเติบโตของทุกองค์กร (สิ่งมีชีวิต) ไม่สามารถหาตลาดใหม่ๆ (หาพื้นที่แหล่งอาหารใหม่) ไม่สามารถป้องกันผู้เล่นรายใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ (มีสิ่งมีชีวิตอื่นมาแย่งชิงอาหารในพื้นที่) ไม่สามารถป้องกันการถูกแย่งชิงลูกค้าเดิมของบริษัท (มีสิ่งมีชีวิตมาแย่งอาหารของเผ่าพันธ์ตนเอง) มี Megatrend ใดที่น่าสนใจบ้าง?

1. AEC การจัดตั้งประชาคมอาเซียน
- โอกาสของการขยายธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันสู่ตลาดใหม่ (ต่างประเทศเข้าไทย, ไทยไปต่างประเทศ)
- มีโอกาสการลงทุนที่ดีในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น พม่า ลาว กัมพูชา ในเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน
- การเติบโตของ Logistic ในเขตอาเซียน การค้าขายข้ามพรมแดนมากขึ้น
- การเข้ามาแข่งของแรงงานราคาถูกจากกประเทศที่กำลังพัฒนา
 - การที่แต่ละประเทศสร้างจุดแข็งของตนเอง เช่น ไทยเด่นเรื่องท่องเที่ยว การแพทย์ ศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค
2. Aging economy สังคมผู้สูงอายุ
3. Female economy ผู้หญิงมีรายได้เพิ่มขึ้น มีบทบบาทในสังคมและครอบครัวมากขึ้น
4. Raising of China การเติบโตของประเทศจีนและประเทศในแถบเอเชีย
5. Urbanization การที่มนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองมากขึ้น
6. คนแต่งงานลดลง มีลูกน้อยลงแต่เลี้ยงดีขึ้น ให้การศึกษาลูกอย่างดี
7. Energy and Green energy พลังงานและพลังงานทางเลือก
8. Modern trade พ่อค้าคนกลางยุคใหม่
9. Internet, Social network, E-commerce คนใช้เวลากับอินเตอร์เนตมากขึ้น
10. Logistic, Transport การขนส่ง เนื่องจากการเกิด FTA เขตการค้าเสรี ไม่มีการตั้งกำแพงภาษี การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการทำได้อย่างอิสระ ต้นทุนที่เกิดคือค่าขนส่ง
11. Food ประชาการโลกอยู่ดีกินดีขึ้น มีแนวโน้มบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น
 12. การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง เมื่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาดีขึ้น ผู้คนอยู่ดีกินดี สินค้าและบริการเพื่อความบันเทิง ท่องเที่ยว สุขภาพ จะมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น
13. Investment ผู้คนหันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น, การทำงานแบบเข้าออฟฟิตลดลง ทำงานที่บ้านแบบออนไลน์ การมองเป็นระบบ Systemic approaching
- ต่อยอดจากการมอง Megatrend
- มองเห็นโอกาสจากชีวิตประจำวันของเรา เราเห็นแนวโน้มอะไรบ้างจากชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของเรา ยกตัวอย่าง การเอา Demand trend จากพฤติกรรมมนุษย์เพียงอย่างเดียวมาแยกเป็นบริษัทที่เราจะประเมินเพื่อหาหุ้นเติบโตลงทุนได้มากมายครับ
- แนวโน้มคนใช้ Smart phone มากขึ้น (บริษัทที่ผลิตมือถือ Smart phone - บริษัทที่ให้สัญญาณโทรศัพท์ - บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนมือถือ
- บริษัทที่ขายมือถือ - บริษัทที่ให้บริการสัญญาณอินเตอร์เนต
- บริษัทที่ให้บริการทางอินเตอร์เนต พวก Application
- บริษัทที่ทำ E-commerce เป็นต้น)
 - คนรุ่นใหม่ชอบอยู่คอนโดในเมืองมากขึ้น (บริษัทที่ขายคอนโด
- ธุรกิจรถไฟฟ้า
- บริษัทที่ขายวัสดุก่อสร้างให้คอนโด
- บริษัทที่รับเหมาก่อสร้างให้คอนโด - บริษัทที่ขายเฟอร์นิเจอร์ให้คอนโด
 - บริษัทที่ขายสาธารณูปโภคให้คอนโด เช่น สัญญาณอินเตอร์เนต ทีวี น้ำ ไฟฟ้า เป็นต้น) 
- การคิดเชิงระบบทำให้เราคิดได้ไกลกว่าสิ่งที่เราเห็น...มองแนวโน้มเดียวเห็นได้หลายอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ - แต่ทั้งนี้ขึ้นกับรายได้ของสินค้าจากแนวโน้มที่เราเห็นว่าเติบโตเป็นสัดส่วนเท่าใดของรายได้ของบริษัท ค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าบริษัทใดเป็นบริษัทที่เติบโต

การประเมินผู้บริหารของหุ้นเติบโต
1. แรงจูงใจของผู้บริหารในการเติบโต / ผลประโยชน์เป็นไปในแนวทางเดียวกับผู้ถือหุ้น
2. ความซื่อสัตย์ / ตรวจสอบประวัติการทำงาน / การให้ข้อมูลกับผู้ถือหุ้นแล้วทำจริงได้หรือไม่?
3. ความสามารถในการบริหารธุรกิจ / แนวคิด-วิสัยทัศน์-ผลประกอบการณ์บริษัทระยะยาว Natural selection ในระบบทุนนิยม
- ทุนนิยมในมุมมองระบบนิเวศวิทยา
- ผลกระทบจากระบบทุนนิยม ... โลกเราจะวิ่งเข้าหาจุดสมดุลในที่สุด หลายบริษัทต้องดิ้นรนเติบโตเพื่อเข้าสู่ Safety zone ที่แข่งขันได้
- สภาพแวดล้อมมีผลต่อการเจริญเติบโตของหุ้น ยกตัวอย่าง การประเมินสภาพแวดล้อม (ปัจจัยภายนอก)
- Demand trend ของสินค้าและบริการเติบโต
 - การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้า - การพัฒนาสินค้าทดแทนที่คุณภาพดีกว่า...ราคาถูกกว่า
- ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ความสามารถในการปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป - มาตราการ, นโยบายของรัฐบาล การประเมินบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน
- ปัจจัยภายนอก
 - สภาพแวดล้อม เช่น Demand trend เป็นต้น
- ปัจจัยภายใน - DCA, SWOT analysis, งบการเงิน เป็นต้น การเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ 
- ยิ่งมีการเพิ่มมูลค่าของสินค้าหรือบริการมากขึ้นเท่าไร...Margin ยิ่งสูงขึ้น เพราะคุณค่าในสายตาผู้บริโภคสูงกว่าต้นทุนการผลิต เช่น การขายหนังสือ...เราไม่ได้ขายกระดาษแต่ขายเนื้อหาที่อยู่บนหนังสือ, การขายอาหาร...เราไม่ได้ขายวัตถุดิบ...แต่เราขายความอร่อย คุณภาพทางโภชนาการ เป็นต้น มองการเติบโตจากปัจจัยเชิงปริมาณ
- รายได้
- รายจ่าย
- กำไร กำไรมาจากไหน? รายได้ - รายจ่าย = กำไร การเติบโตของบริษัทเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมในมุมมองของ Pie chart Pie chart
 - ขนาดตลาดโดยรวม 
- การเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวม
- เค้กชิ้นใหญ่ขึ้น
- ขนาดส่วนแบ่งการตลาด
- การรักษาและเติบโตของส่วนแบ่งการตลาด
- DCA

การเติบโตของรายได้มาจาก (Pie chart)
1. ตลาดโดยรวมเติบโต และ Market share เพิ่มขึ้น
2. ตลาดโดยรวมเติบโต และ Market share เท่าเดิม
3. ตลาดโดยรวมไม่เติบโต แต่ Market share เพิ่มขึ้น (ตลาดโดยรวมเติบโตจากการมีจำนวนผู้บริโภคในอุตสาหกรรมมากขึ้น...รวมถึงจำนวนการใช้จ่ายต่อรายบุคคลเพิ่มขึ้น)

 การมองหา Market share -
1. ศึกษาข้อมูลจากรายงานประจำปี, เอกสาร 56-1 ของทั้งบริษัทที่เราสนใจและบริษัทคู่แข่ง - 2. เก็บข้อมูลจาก sample size รอบตัวเรา ... ถือว่าคนใกล้ตัวเป็นกลุ่มตัวอย่างแล้วดูว่า...มีใครบ้างเป็นกลุ่มเป็นกลุ่มเป้าหมายบ้าง ..ในกลุ่มคนที่เรารู้จักมีคนที่ใช้สินค้าในอุตสาหกรรมที่เราสนใจกี่คน ..ในคนที่ใช้สินค้ามีของบริษัทที่เราสนใจและบริษัทของคู่แข่งเป็นสัดส่วนเท่าไร การเติบโตของรายได้ที่นอกเหนือจาก Pie chart 1. การออกสินค้าตัวใหม่ 2. การขึ้นราคาสินค้า การลดลงของต้นทุน 1. ต้นทุนลดลง เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้เป็นต้นทุนราคาตกลง 2. ต้นทุนต่อหน่วยลดลง (ต้นทุนเพิ่มในอัตราที่ช้ากว่ากำไร) การเติบโตของกำไร Model ของกำไร กำไร = รายได้ - ต้นทุน ดังนั้น...กำไรจะเพิ่มขึ้นจาก 1. รายได้เติบโตขึ้นแต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่าๆกัน - NPM เท่าเดิม 2. รายได้เติบโตขึ้นแต่ต้นทุนเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่า - เกิด Economy of scale 3. รายได้เติบโตขึ้นแต่ต้นทุนลดลง 3. รายได้เท่าเดิมแต่ต้นทุนลดลง Competitive advantage - ความสามารถในการแข่งขัน - ถ้าบริษัทที่เราลงทุนอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง...เมื่อผลตอบแทนนั้นหอมหวานก็ย่อมมีคนอยากมาขอส่วนแบ่งเป็นธรรมดา บริษัทที่เราลงทุนต้องมีความสามารถในการแข่งขันจึงจะอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาวครับ - พัฒนาจนเป็น Durable competitive advantage - DCA ไม่ใช่ความยากในการเข้าสู่อุตสาหกรรม (Entry) อุตสาหกรรมที่มีผู้เล่นน้อยรายเพราะมีผู้เล่นเข้ามายากจะถือเป็น Low competition ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ...แต่อุตสาหกรรมที่เข้ามาง่ายไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี DCA เพราะ DCA คือสิ่งที่บริษัทเหนือกว่าคู่แข่ง (ใช้เพื่อแข่งขัน) เมื่อเกิดการแข่งขันบริษัทที่มี DCA ย่อมเหนือกว่า ยกตัวอย่าง Search engine – Google (ความเร็วในการโหลด -> การสร้าง brand -> ครบวงจร เป็นต้น) ลักษณะของบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขัน 1. Brand ที่ได้รับความนิยมสูง...เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีอำนาจการตั้งราคาได้สูงกว่า รวมถึงการตัดสินใจเลือกซื้อโดยไม่ดูที่ราคาเป็นหลัก เลือกที่ความพึงพอใจเป็นหลัก 2. ต้นทุนที่ต่ำกว่า...ทำให้ลดราคาสินค้าได้ถูกกว่าคู่แข่งโดยที่คุณภาพไม่แตกต่างกัน โดยมักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ความนิยมของสินค้าและบริการไม่แตกต่างกัน เช่น ธุรกิจ OEM ที่ทำสินค้าวัตถุดิบให้กับบริษัท End product อีกที การบริหารจัดการที่ดีจะช่วยให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและแข่งขันได้ 3. บริษัทมีทีม Marketing ที่มีความสามารถเหนือกว่า ขายสินค้าได้มากและรวดเร็ว 4. บริษัทมีการขายเร็ว Turnover rate สูง ซึ่งมาจากการบริหารจัดการที่ดี มีทีมขายที่มีประสิทธิภาพ สินค้าไม่ค้างนาน, เข้าสู่ลูกค้ารายใหม่ได้ก่อนและเอาชนะใจลูกค้าได้ 5. บริษัทมีทีมวิจัยชั้นเลิศ (Research and development) ที่สามารถสร้างสินค้าและบริการที่นำคู่แข่งอยู่เสมอ (โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ...เช่น บริษัทยา บริษัทเทคโนโลยี) 6. คุณภาพสินค้าและบริการที่เหนือกว่า...ซึ่งนำไปสู่ความนิยมใน Brand สินค้า 7. มี Connection ที่ดีกับลูกค้าและคู่ค้ามายาวนาน มี Switching cost การประเมินงบการเงินหุ้นเติบโต - งบการเงินคืออดีต...แต่การดูงบการเงินบอกเราได้หลายอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของบริษัทครับ เช่น 1. ธุรกิจเน้น Margin สูง แต่ขายได้น้อย (Turnover ต่ำ) 2. ธุรกิจ Margin ต่ำ เน้นขายได้มาก ผลิตมาก (Turnover ต่ำ) 3. ธุรกิจ Margin ต่ำ เน้นขายได้มาก Stock ของน้อย (Turnover สูง) 4. ธุรกิจ Margin สูงและขายได้มากด้วย (ดีเยี่ยม!!!) - การประเมินให้ดูแบบ Timeline ไม่ดูเฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross sectional) การประเมินงบการเงินขึ้นอยู่กับคำถาม / สมมุติฐานที่เราสนใจ? 1. การตรวจสอบการเติบโตของบริษัท 2. การตรวจสอบคุณภาพการเติบโตของบริษัท 3. การตรวจสอบกระแสเงินสด 4. การตรวจสอบความแข็งแกร่งงบการเงินเพื่อที่จะเป็นฐานให้การเติบโต 5. การตรวจสอบผลจากการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานบางอย่าง หมายเหตุ - อย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของงบการเงินจากรายงานผู้ตรวจสอบบัญชี - ดูงบการเงินแล้วคิดย้อนกลับไปความจริงของธุรกิจ...โดยไม่หมกมุ่นแต่กับตัวเลข 1. การตรวจสอบการเติบโตของบริษัท - รายได้เติบโตหรือไม่? เพิ่มขึ้นเพราะอะไร? ลดลงเพราะอะไร? -> รายได้ควรจะเพิ่มขึ้น - ต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากับหรือน้อยกว่ารายได้หรือไม่? ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่ารายได้อะไร? ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ารายได้เพราะอะไร? ต้นทุนลดลงเพราะอะไร? -> ต้นทุนควรจะเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่าหรือเท่ากับรายได้ ถ้าต้นทุนลดต้องประเมินว่าเกิดจากอะไร...จะยั่งยืนหรือไม่? - กำไรสุทธิที่ได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นหรือไม่? -> กำไรสุทธิควรจะเพิ่มขึ้น ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น 2. การตรวจสอบคุณภาพการเติบโตของบริษัท - GPM เพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิมหรือไม่? เพราะอะไร? -> บริษัทควรจะรักษา GPM ได้ ... ถ้า GPM ลดลงต้องหาสาเหตุ เช่น ต้นทุนการขายสินค้าเพิ่มขึ้น ลดราคาสินค้าเพื่อรักษายอดขายที่ขายที่ราคาปกติไม่ออก หรือถ้า GPM เพิ่มต้องหาว่าเกิดจากอะไร...มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มี Margin สูงมาเพิ่ม หรือว่ามีอำนาจต่อรองต้นทุนได้ถูกลง - NPM เพิ่มขึ้นหรือไม่? เพราะอะไร? -> บางบริษัทมีเรื่องของ Economy of scale ทำให้มี NPM สูงขึ้น - Inventory turnover = ต้นทุนสินค้าขาย / สินค้าคงคลังเฉลี่ย -> หมุนสินค้าได้เร็วจะทำให้ยอดขายสูงขึ้น...Dead stock ลดลง สินค้าไม่เน่าเสีย มีของใหม่หมุนเวียนตลอดเวลา - ROE *** ROE - ROE มีค่าเท่าไร? เปรียบเทียบภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าค่า ROE สูงกว่าแสดงว่าทำผลตอบแทนต่อการลงทุนได้เหนือกว่า...มีประสิทธิภาพมากกว่า - อย่ายึดติดกับค่า ROE ในอดีต ... ให้ประเมิน Forward ROE - การมีค่า ROE สูง ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเติบโต ... ถ้าบริษัทไม่มีการลงทุนเพิ่มเติบเพื่อสร้างรายได้ แล้วปันผลออกมาทุกปี ROE จะสูงเท่าๆเดิมเพราะส่วนของผู้ถือหุ้นไม่เพิ่ม (เพราะปันผลออกมา) และกำไรไม่เติบโตขึ้น - แต่การมี ROE ที่ดีเป็นผลดีต่อการเติบโต...ทำให้บริษัทมีเงินไปลงทุนเพื่อขยายกิจการ ถ้าการลงทุนใหม่ทำได้ดีเหมือนที่ผ่านมา...ยอดขายจะเพิ่ม กำไรจะเพิ่ม เมื่อคิดออกมาเป็น ROE จะสูงเท่าเดิม...แต่กำไรเพิ่มขึ้นเพราะส่วนของทุนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ - อาจจะใช้ ROTC (Return of total capital) เปรียบเทียบความสามารถของธุรกิจ เพราะบางธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวมาขยายกิจการเพื่อเพิ่ม ROE - ผมชอบ ROE เกิน 15 % 3. การตรวจสอบกระแสเงินสด - เงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้นหรือลดลง? เพิ่มจากเงินสดส่วนใด? กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน...กระแสเงินสดจากการลงทุน...กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน -> กระแสเงินสดจากการดำเนินงานควรจะเป็นบวกและเป็นไปในทิศทางเดียวกับกำไรสุทธิ เพื่อให้มีเงินสดไว้จ่ายหนี้และลงทุนต่อไป - กระแสเงินสดควรจะเป็นบวกในช่วงที่การลงทุนใหญ่ได้ทำไปหมดและการลงทุนเริ่มส่งผลแล้ว ทำให้มีเงินสดเพิ่มเพื่อขยายกิจการ ... กระแสเงินสดอาจจะติดลบบ้างในช่วงที่ต้องลงทุนขยายกิจการ ให้ดูว่ามีเงินพอหรือไม่? เช่น ดูเงินดในมือ ดูเพดานในการกู้หนี้ ดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ... ถ้าไม่เพียงพอให้ระวังเพิ่มทุน - เงินสดในมือเมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ระยะสั้นและดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องจ่ายเพียงพอหรือไม่? -> บริษัทควรจะมีเงินสดพอจ่ายหนี้ 4. การตรวจสอบความแข็งแกร่งงบการเงินเพื่อที่จะเป็นฐานให้การเติบโต - หนี้มากน้อยแค่ไหน? - ผมชอบบริษัทที่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยน้อยหรือไม่มากเกินไป เช่น ไม่เกิน E (D ดอกเบี้ย /E < 1) - มีเพดานในการกู้เพิ่มในการขยายกิจการหรือไม่? - หนี้ที่มีดอกเบี้ยเมื่อเปรียบเทียบกับหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย (เจ้าหนี้การค้า) -> หนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ยดีกว่าเพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เจ้าหนี้การค้ารับภาระต้นทุนทางการเงินแทน 5. การตรวจสอบผลจากการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานบางอย่าง - บริษัทให้ข่าวว่ารายได้จะเพิ่ม ... เพิ่มจริงหรือไม่? - บริษัทให้ข่าวว่าลดต้นทุนได้ ... ลดได้จริงหรือไม่? - บริษัทให้ข่าวว่าจะขายสินค้าที่ Margin สูงขึ้น ... GPM เพิ่มขึ้นหรือไม่? เป็นต้น ความเข้าใจเรื่องการประเมินมูลค่า - ไม่แนะนำใช้ PBV ครับ เนื่องจากมูลค่าของหุ้นเติบโตขึ้นกับกระแสเงินสดที่บริษัททำได้มากกว่าที่จะขายทรัพย์สินห้ผู้ถือหุ้นไปแบ่งกัน แล้วทรัพย์สินบางอย่างตีมูลค่าเป็นเงินไม่ได้มากแต่สร้างรายได้และกำไรได้จริง เปรียบเทียบมูลค่าบริษัทกับมูลค่าของต้นยาง ต้นยาง Model (ผมมีประสบการณ์กับสวนยางของพ่อตา) ราคาไม้ยาง = BV (ราคาต้องเติบโตขึ้นตามเวลาเพราะต้นไม่ใหญ่ขึ้น) แต่เราไม่ได้ปลูกต้นยางมาเพื่อตัดไม้ขายตั้งแต่แรก ยาง = Earning (ต้นยางผลิตน้ำยางได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และให้เมล็ดไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้อีกด้วย) การดู Earning ควรดูระยะเวลาทั้งหมดที่ช่วงชีวิตของต้นไม้ที่ผลิตได้ ดังนั้นนักลงทุนหุ้นเติบโตจะไม่ยึดติดกับ PBV แต่จะให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคตของบริษัท ซึ่งค่า Book value ซึ่งเป็นส่วนผู้ถือหุ้นต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ตามการเติบโตของบริษัทเหมือนกับต้นยาง ทำไมตลาดถึงให้ค่า PE ของหุ้นแต่ละตัวแตกต่างกัน มุมมองการให้ค่า PE จากความเข้าใจเรื่อง DCF Model DCF เป็น Absolute valuation ส่วน PE ratio เป็น Relative valuation ผมแนะนำใช้ค่า PE มากกว่าเพราะสายตาตลาดมองค่อนข้างสั้น และการใช้ค่า DCF มีตัวแปรที่มีเปลี่ยนแปลงได้มากมายการคิดในกรอบเวลาที่ยาวนานจะได้ค่าหลายค่า (รวมเป็น range) ครับ ... แต่มือใหม่ควรฝึกคิดแบบ DCF ให้ชินเพื่อให้เข้าใจที่มาของมูลค่า DCF model - มูลค่าของบริษัทเท่ากับผลรวมของกระแสเงินสดอิสระ (FCF) ที่บริษัททำได้ในอนาคต โดยคิดส่วนลดทางการเงินย้อนมายังปัจจุบัน แล้วนำมูลค่าของบริษัท (Firm value) มาหักลบจากมูลค่าของหนี้ (Debt value) เพื่อให้ได้มูลค่าผู้ถือหุ้น (Equity value) โดยที่ FCF = EBIT x (1 -T) + DA - CAPEX - CWC FCF - กระแสเงินสดอิสระ EBIT - กำไรปกติ (normalized EBIT) DA - ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจ่ายต่างๆ CAPEX - เงินลงทุนซื้อสินทรัพย์ CWC - เงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น < CAPEX + CWC คือ Investing cash flow กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน > T - อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล WACC - ต้นทุนทางการเงินของบริษัท ดังนั้น...ถ้าคิดว่าการคำนวณมูลค่าตามแบบ DCF = Intrinsic value และการให้มูลค่าของตลาดสุดท้ายจะเข้าหา Intrinsic value เช่นกัน ถ้าอนุมานว่า Intrinsic value จากวิธี DCF = (หรือใกล้เคียงกับ) Intrinsic value จากวิธี PE

ดังนั้นตลาดจะให้ค่า PE สูงเมื่อบริษัท


  1. บริษัทมีแนวโน้มที่จะสร้างกระแสเงินสดอิสระได้มากขึ้นเติบโตขึ้น (หุ้นเติบโต PE จะสูงกว่าหุ้นทั่วไป) ถ้า "ปริมาณ" กระแสเงินสดอิสระมีการเติบโตสูงตลาดจะให้ PE สูง ถ้า "ความแน่นอน" ของการเติบโตของกระแสเงินสดสูงตลาดจะให้ PE สูง - ในทางตรงข้าม...ตลาดจะให้ค่า PE ต่ำเมื่อหุ้นไม่มีการเติบโตของกระแสเงินสดอิสระ...หรือขาดทุนลงเรื่อยๆ  
  2. บริษัทใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์น้อย เป็นกิจการทีไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ต้องซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่ ไม่ต้องเอาเงินสดงเงินกู้ไปลงทุนจำนวนมากๆ ...ใช้แต่ทรัพย์สินทางปัญญาก็สามารถทำกำไรได้ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้มาจะได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย - ในทางตรงข้าม...ตลาดจะให้ค่า PE ต่ำเมื่อกิจการต้องจ่ายเงินลงทุนหนักแล้วได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เงินสดที่ได้มาไม่เคยถึงมือผู้ถือหุ้น 
  3. ช่วงที่ตลาดหุ้นมีการลดภาษีนิติบุคคล ตลาดจะให้ PE สูงขึ้น เพราะ FCF มากขึ้น 
  4. การลดดอกเบี้ยไม่ชัดเจน (ตามสมการควรจะค่า PE สูงขึ้นเมื่อลดดอกเบี้ย) ... เพราะส่วนใหญ่เมื่อ กนง.ลดดอกเบี้ยจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งจะไปชนกับเหตุผลข้อ 1 ที่มองว่า FCF ในอนาคตจะลดลง 


การค้นหาหุ้นเติบโตที่ถูกมองข้าม 

  1. เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใหม่มาก...เคยประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ยังไม่มีในประเทศไทย เช่น Modern trade, Communication, IT ในช่วงแรกคนจะตั้งคำถามว่าจะทำได้เหมือนต่างประเทศหรือไม่? ไม่เห็นมีจุดที่แตกต่างในเรื่องความสามารถในการแข่งขันเลย เป็นต้น 
  2. เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เก่าแก่...คนคิดไปเองว่าอิ่มตัวแล้ว แต่จริงๆยังมีการเติบโตอยู่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น ธุรกิจขนมปัง, ธุรกิจเครื่องประดับ ธุรกิจเสื้อผ้า เป็นต้น 
  3. เป็นช่วงที่รายได้ของบริษัทเติบโตแต่ยังไม่ถึงขั้นเกิด Economy of scale ทำให้กำไรสุทธิน้อย...นักลงทุนที่ดูแต่กำไรสุทธิจะไม่สนใจ แต่พอรายได้เพิ่มเพราะการลงทุนที่ทำไว้ส่งผล ใช้ Fixed cost อย่างเต็มที่มากขึ้นจากยอดขายสูงขึ้น กำไรและกระแสเงินสดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด 
  4. คนคิดว่ามันเป็น "หุ้นปั่น" หุ้นที่ก่อนหน้านี้ที่อาจจะมีปัจจัยพื้นฐานไม่ดีและเกิดการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานบางอย่างไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ราคาพุ่งไปก่อน...แต่นักลงทุนจะไม่อยากเข้าไปวิคราะห์เพราะคิดเอาเองวั่นคือ "หุ้นปั่น" ครับ ทั้งที่จริงอาจจะกลายเป็นหุ้นเติบโตไปแล้วก็ได้ 

ค้นหา Super growth stock ที่ยังไม่มีใครเห็นให้เจอก่อนตลาด...นี่คือระดับขั้นสูงของการลงทุนหุ้นเติบโต

 ความเสี่ยงของหุ้นเติบโต 
  • การซื้อหุ้นเติบโตที่แพงเกินไป 
  1. ให้เข้าซื้อหุ้นเติบโตเมื่อประเมินด้วยสมมุติฐาน Conservative or Fair โดยที่มี MOS 30 - 50% 
  2. เล่นหุ้นเติบโตที่ไม่มี MOS อาจจะได้กำไรจากการเติบโตของบริษัท...แต่อาจจะเสียหายจากเหตุการไม่คาดฝันเพราะไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงครับ (กลายเป็น High risk High return ทั้งที่จริงควรจะเป็น Low risk High return มากกว่าครับ) 
  • บริษัทเติบโตเร็วเกินไปจนไม่มีคุณภาพด้อยลง โตแบบไม่มีคุณภาพ 
  • ตลาดหมี หุ้นเติบโตราคาจะตกลงมากกว่าหุ้นชนิดอื่นเนื่องจากราคาค่อนข้างสูงรวมทั้งนักลงทุนคาดหวังสูง (ตลาดลดค่า PE ลง) 

การมองจุดซื้อขายหุ้นเติบโต 
  • กำหนดเป็นโซน เป็น range ไม่ใช่กำหนดราคาตัวเลขเดียว เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของเรามาก ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจซื้อขายเมื่อไม่ใช่ตัวเลขที่เรากำหนดครับ เนื่องตัวเลขราคาในตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วตามอารมณ์ตลาด 
  • จำลองสถาณการณ์ที่ไม่คาดฝันล่วงหน้า...เวลาเกิดเหตุการณ์จะไม่ได้ลนลาน เมื่อไรที่ควรเข้าซื้อหุ้นเติบโต? 
  • เมื่อหุ้นเติบโตราคาถูกกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น 

เมื่อไรที่ควรขายหุ้นเติบโต? 
  • เมื่อหุ้นเติบโตไม่เติบโตแล้ว...หมดศักยภาพในการเติบโตแล้ว 
  • เมื่อหุ้นเติบโตราคาแพงกว่ามูลค่า 
  • เมื่อเจอหุ้นเติบโตตัวอื่นที่ดีกว่า 

แนวคิดเรื่อง Mr. Market 
  • อย่าประมาทนายตลาด 
  • ระวัง EMH อย่ามองข้ามเหตุผลว่าราคาทำไมถึงมีส่วนลดมากจากการประเมินของเรา / ราคาส่วนลดจะอยู่อีกนานแค่ไหนเพราะอะไร? 
  • พื้นฐานเหมือนเดิมแต่กำไรลดลงในระยะสั้น...หรือ...พื้นฐานแย่ลงจริงในระยะยาว 
  • ตลาดมีจุดบอด (Blind spot) ในหุ้นเติบโตบางตัวจะถูกมองข้าม เพราะตลาดมัวไปสนใจตัวที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงอยู่

การพัฒนาจิตใจของนักลงทุนหุ้นเติบโต
  • ลักษณะของมนุษย์ 
  • Short circuit VS Long circuit 
  • Limbic system VS Forebrain 
  • System 1 VS System 2 
คำถาม? 
Bat and ball ราคารวมกัน 1.1 usd
Bat ราคามากกว่า ball 1 usd
Ball ราคาเท่าไร?

เราได้อะไรจากคำถามนี้? 
  • คนเรามีแนวโน้มที่จะใช้ความรู้สึกมากกว่าสมองคิดจริงๆ 
  • ลองหาข้อมูลจริง ข้อเท็จจริง ตัวเลขจริงและเริ่มจากจุดนั้น 
 อติที่ควรระวัง (Bias) 
  1. Overconfidence 
  2. Hindsight Bias 
  3. Anchoring 
  4. Herd Behavior 
  5. Loss aversion 
 เราลงทุนเก่งจริงเหรอ...เพราะเราควบคุมปัจจัยภายนอกไม่ได้เลย เรามองไม่เห็นอนาคต เหตุผลที่ลงทุนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
  • นำมาประเมินผล เพื่อพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ อนุมาน คาดการณ์ของตนเอง 

ตอบคำถามตนเอง? 
  • เราเป็นนักลงทุนแนวไหน? 
  • เป้าหมายของการลงทุนเราคืออะไร? 
  • ผลตอบแทนที่เราต้องการต่อปีคือเท่าไร? 
 สำหรับผม
  • แนวทางการลงทุนที่ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ 
  • แนวทางการลงทุนที่ไม่ต้องตามข่าวทุกวัน 
  • แนวทางการลงทุนที่ไม่ต้องเชียร์หุ้น 
  • แนวทางการลงทุนที่มีเงินสดเข้าพอร์ต 
  • แนวทางการลงทุนที่พัฒนาตนเอง...ยิ่งลงทุนยิ่งเก่งขึ้น 
  • แนวทางการลงทุนที่ใช้ได้ต่อเนื่องเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้น 
  • แนวทางการลงทุนที่ผมมีเวลาอยู่กับครอบครัว ได้ทำงานช่วยเหลือผู้คน 
  • แนวทางการลงทุนที่ปกป้องเงิน้นได้และชนะตลาดในระยะยาวครับ ผมคิดว่าการลงทุนนหุ้นเติบโตตอบโจทย์นี้ได้ 

พัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี 
  • เป็นนักฟังที่ดี 
  • เป็นนักอ่านที่มีวิจารณญาณ 
  • เป็นนักเขียน...นักพูดที่มีเหตุผล มีหลักฐาน (ฟัง, อ่าน, หาข้อมูลจริง -> คิด, วิเคราะห์ -> เขียนสรุป, พูดให้ Mentor ฟัง) 
  • การเรียนรู้จากคนเก่ง...ให้คนเก่งเป็น Mentor - ระวังเรื่องอารมณ์และอคติที่เราไม่รู้ตัว เช่น เมื่อมีคนวิจารณ์ข้อเสียหุ้นที่เราถือแล้วเราหงุดหงิดขึ้นมา 
  • ฝึกอ่านแรงจูงใจของผู้เล่นในตลาด เช่น ผู้บริหาร นักลงทุน ผู้ให้ข่าว ให้ดูการกระทำอย่าไปคำพูด 
  • รู้จักฟังความคิดตัวเอง 
  • เล่นหุ้นให้สนุกและมีความสุข...และต้องทำตามเป้าหมาย 

การลอกเซียน 
  • ต่อให้เซียนมากระซิบบอกหุ้น...ก็ต้องคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองก่อน ต้องไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อย่าลืมว่าไม่มีใครรู้อนาคต 
  • กาลามาสูตร 

 การสร้างวินัยในการลงทุน 
  • มีความชัดเจนในหลักการการลงทุนของเรา...ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ากำไรคาดหวัง (Expected profit) เป็นบวกในระยะยาว 
  • เข้าใจที่มาของหลักการลงทุนที่เราใช้...เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เช่น เชื่อว่าราคาหุ้นจะเพิ่มเมื่อกำไรเพิ่มขึ้นในระยะยาว 
  • ประเมินและจดบันทึกการตัดสินใจของตนเองว่าทำได้ตามที่วางไว้หรือไม่? (Check list) 
  • การให้รางวัลเมื่อตนเองทำได้ตามแผนและลงโทษเมื่อตนเองไม่ทำตามแผนแล้วเกิดความเสียหาย 
  • หมั่นตรวจสอบว่าผลตอบแทนเป็นบวกหรือไม่? เมื่อทำตามแผนในระยะยาว 
 สุดท้ายนี้ 
  • มีความรักในการลงทุนหุ้นเติบโตจะไม่เหนื่อยที่จะพยายามพัฒนาฝีมือการลงทุน (ฉันทะ) 
  • ไม่มีอะไรทดแทนการพัฒนาตนเองได้ แม้ว่าคุณจะอยู่ใกล้เซียนหุ้น...คุณก็ต้องฝึกฝนตนเองอยู่ดี 
  • เมื่อมีแล้ว...อย่าลืมแบ่งปันให้สังคมด้วย ขอบคุณ 


เขียนโดย Gob Pongsakorn

1 มิถุนายน 2559

ทำไมเราชอบซื้อหุ้นขาลง

ทำไมเราชอบซื้อหุ้นขาลง
คัดลอกมาจาก Stock2morrow
เครดิตบทความโดย..... ธนาคารเกียรตินาคิน 

กฎการลงทุนของ Jesse Livermore หมีใหญ่แห่งวอลสตรีท ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำนานของนักเก็งกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ในโลก เขาทำกำไรกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการ Short ดัชนีในช่วงวิกฤตปี 1929 กฎการลงทุนของเขาสรุปย่อๆ มีดังนี้


  1. ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น และขายหุ้นที่กำลังเป็นขาลง
  2. อย่าเทรดทุกวัน จงเข้าเทรดเมื่อตลาดหรือหุ้นเริ่มแสดงความชัดเจนว่าอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง และเทรดไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดเท่านั้น
  3. ใช้จุดวกกลับ หรือจุดกลับเทรนด์ (Pivot Points) ควบคู่ไปกับการเทรดของคุณเสมอ
  4. เข้าเทรดหลังจากที่ตลาดหรือราคาหุ้นได้ยืนยันความคิดของคุณ และควรลงมืออย่างรวดเร็ว
  5. การเทรดที่ได้กำไรให้ทำต่อไป ยุติการเทรดที่มีผลขาดทุน (Cut Losses Short)
  6. ปิดการเทรดเมื่อเห็นชัดเจนว่าหุ้นที่คุณกำลังได้กำไรอยู่ เริ่มถึงจุดเปลี่ยนเทรนด์แล้ว
  7. ไม่ว่าจะเทรดในอุตสาหกรรมไหนก็ตาม จงเลือกหุ้นนำตลาด (Leading Stock) หุ้นที่แสดงให้เห็นเทรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด
  8. อย่าถัวเฉลี่ยหุ้นที่ขาดทุน (Never Average Losses)
  9. รู้จักการบริหารจัดการเงิน เผื่อเงินสำรองให้ครอบคลุม Drawdown ที่รับได้เมื่อเขาขั้นวิกฤต รู้จักหยุดขาดทุน จงอย่า Over Trade หรือปล่อยให้ขาดทุนหนักจนให้ถูก Margin Call
  10. Long เมื่อหุ้นทำ New High และ Short เมื่อหุ้นทำ New Low

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ข้อ 5 และข้อ 8 ซึ่งตรงกับพฤติกรรมแห่งความสำเร็จในการลงทุนตามรายงาน การสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนบุคคลธรรมดาที่เน้นการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้น ไทย ของตลาดหลักทรัพย์ปี 2553 ทำให้ผมมานั่งคิดว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงชอบขายหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น แต่ไม่ยอมขายหุ้นที่กำลังเป็นขาลง และกลับทำตรงข้าม คือ ถัวเฉลี่ยหุ้นที่ขาดทุนไปเสียอีก เข้าทำนองที่ว่า ขายหมู ซื้อควายป่วย

เรื่องนี้ผมมองว่าเกิดจากพฤติกรรม 2 อย่างของคนเรา คือ

  1. Loss Aversion คือ การรู้สึกเจ็บปวดเมื่อขาดทุน เมื่อหุ้นกำลังขึ้นก็จะรีบขาย เพราะกลัวว่าถ้าไม่ขาย เกิดหุ้นตกลงมาจะขาดทุน แต่ขณะเดียวกันเมื่อหุ้นตก ก็ไม่ยอมขาย เพราะยอมรับความรู้สึกเจ็บปวดที่ขาดทุนไม่ได้ ก็ทนถือต่อไป คาดหวังว่าเมื่อมันตกได้ เดี๋ยวมันก็ขึ้นได้ (ก็มันเคยขึ้นมาแล้วนี่)
  2. Reference Point Bias คือ การที่คนเรามักกำหนดจุดอ้างอิงในการตัดสินใจเสมอไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในตลาดหุ้นก็เหมือนกัน สมมติว่าเราสนใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้วราคาอยู่ที่ 30 บาท ตอนนี้ราคาเป็น 60 บาท ถ้าเป็นคุณ คุณจะตัดสินใจอย่างไร ซื้อหรือรอให้หุ้นตกมาที่ 30 บาทก่อนค่อยซื้อ คนส่วนใหญ่จะมองว่าที่ราคา 60 บาท หุ้นแพงไปแล้ว เพราะจุดอ้างอิงของเขา คือ 30 บาท สมมติว่าคุณตัดสินใจที่จะรอ ปรากฏว่าผ่านไป 2 สัปดาห์หุ้นตัวนั้นไม่ตกกลับพุ่งขึ้นไปถึง 100 บาท แล้วต่อมาตกฮวบลงมาเหลือ 70 บาท ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยทั้งภาวะตลาดและตัวหุ้น


คราวนี้คุณจะตัดสินใจ อย่างไร ซื้อเลยเพราะมองว่าหุ้นถูกเมื่อเทียบกับที่เคยขึ้นไปถึง 100 บาท หรือไม่ซื้อเพราะยังแพงอยู่เมื่อเทียบกับราคา 30 บาท ที่เราเคยมองไว้ แล้วคุณคิดว่าคนส่วนใหญ่ตัดสินใจอย่างไร ใช่ครับ คนส่วนใหญ่จะกลับ มองว่าหุ้นราคา 70 บาท ตอนนี้ถูกน่าซื้อ เมื่อเทียบกับ 60 บาท เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทั้งที่เป็นหุ้นตัวเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิม 

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เหตุผลก็เพราะการตัดสินใจของนักลงทุนมักจะขึ้นอยู่กับ จุดอ้างอิง ในกรณี นี้ ราคาหุ้นที่เปลี่ยนไป เป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น 30, 60, 100, หรือ 70 บาท แต่จุดอ้างอิงที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด คือ จุดที่ใกล้ที่สุด ดังนั้นตอนที่หุ้นขึ้นจาก 30 บาท เป็น 60 บาท 

เราจึงมองว่าหุ้นแพง แต่ตอนที่หุ้นตกจาก 100 บาท เป็น 70 บาท เรากลับมองว่าหุ้นถูก เพราะเราเปลี่ยนจุดอ้างอิงจาก 30 บาท เป็น 100 บาทนั่นเอง เมื่อพฤติกรรมของคนเราเป็นอย่างนี้ 

จึงเป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่ชอบซื้อหุ้นขาลง

จะเห็นนะครับว่าอารมณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของเรามากเหลือเกิน (ที่สำคัญทำให้เราล้มเหลวในการลงทุนด้วย เหมือนที่กูรูหลายท่านเตือน) 

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราควรทำอย่างไร ตอบง่ายๆ คือ มีสติ ครับ พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะนั่งดูหุ้นทุกวัน ก็มีโลภมีกลัวตามข่าวแต่ละวันอยู่แล้ว เดี๋ยวข่าวแบงก์ชาติออกมาตรการค่าเงินบ้างล่ะ ข่าววิกฤตยุโรปบ้างล่ะ ข่าวยุติ QE ของอเมริกาบ้างล่ะ แล้วทำอย่างไรดี

ในกฎการลงทุนของ Jesse Livermore ก็บอกไว้แล้ว ในข้อ 2 อย่าเทรดทุกวัน จงเข้าเทรดเมื่อตลาดหรือหุ้นเริ่มแสดงความชัดเจนว่าอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง และเทรดไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดเท่านั้น เพื่อไม่ให้อารมณ์ตลาดครอบงำเรา และข้อ 7 เลือกหุ้นดาวรุ่งเท่านั้น คือ ดูที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ว่าหุ้นถูกหรือแพงเมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐาน เราจะได้ไม่ติดกับอารมณ์เราเองไปเทียบกับราคาก่อนหน้า

ปล. เป็นบทความที่ดีมากครับ หากเราไม่รู้อนาคต ก็อย่าไปเดาอนาคต แต่ให้ศึกษาพื้นฐานหุ้น พฤติกรรมตลาด และเทรนด์หุ้น ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้ดีกว่า เล่นแบบหมอเดาฟันหักครับ 

11 สิ่งที่คุณจะเรียนรู้ได้จากวอเร็น บัฟเฟตต์


''Whether we're talking about socks or stocks, I like buying quality merchandise when it is marked down.''

1.Value investing works. Buy bargains. การลงทุนเน้นคุณค่าใช้ได้ในทุกสถานการณ์ พยายามซื้อหุ้นที่มีส่วนต่างเพื่อความปลอดภัย

2. คุณภาพของธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ยังมีคุณภาพสูงต่อไป เวลาจะเป็นมิตรกับธุรกิจที่ดี ในขณะเดียวกันจะเป็นศัตรูกับธุรกิจที่มีคุณภาพต่ำ นักลงทุนต้องเฟ้นหาธุรกิจที่มีคุณภาพหรือกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ ..

3. อย่ากระจายความเสี่ยง! อย่าซื้อหุ้น มากตัวจนเกินไปเพียงเพราะต้องการกระจายความเสี่ยง ความเสี่ยงเกิดจากสิ่งที่คุณไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป ลงทุนให้เหมือนกับว่าคุณมีโอกาสได้ซื้อหุ้นเพียง 20 ครั้งในชีวิต แน่นอนว่าแต่ละครั้งคุณจะต้องคิดให้ดีก่อนการตัดสินใจซื้อ การเคลื่อนไหวที่บ่อยเกิดไป เราจะยิ่งผิดพลาดมากเท่านั้น

วอเร็น บัฟเฟตต์เคยเขียนเรื่องการซื้อ-ขายหุ้นที่บ่อยเกินไปไว้ในรายงานประจำปีว่า ""นาน มาแล้ว เซอร์ไอแซคนิวตันให้กฎ 3 ข้อของการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งเป็นผลงานที่เป็นอัจฉริยะ แต่ความสามารถของนิวตันไม่คลุมไปถึงเรื่องการลงทุน เขาขาดทุนมากมายในวิกฤตการณ์ ฟองสบู่เซาท์ซี
เขากล่าวภายหลังว่า "ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของดวงดาวได้ แต่ผมไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของคนได้" .... ถ้าเขาไม่ถูกทรมานจากการขาดทุนในครั้งนั้นมากเกินไป เขาคงได้ค้นพบกฎข้อที่ ๔ ของการเคลื่อนไหว นั่นคือ "สำหรับนักลงทุนโดยรวม ผลตอบแทนลดลงเมื่อมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น"

4. ความอดทนและรอคอยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านปัญหาของความอดทนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน

5. ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้น แต่เกิดจากการกระทำที่คุณไม่รู้ต่างหาก ความผันผวนของราคาหุ้นเรามองเห็นมันเป็นโอกาส โอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นที่ดีในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า

6. มันมักจะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ ดังนั้น "จงเตรียมพร้อม"

7. ความผิดพลาดในการลงทุน จะทำให้คุณโตขึ้น จงอย่ายอมแพ้

8. ถือเงินสดไว้บ้างเพื่อรอโอกาส เป็นความคิดที่ดีเพราะมันมักจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้หุ้นตก

9. ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของนักลงทุน การยอมรับความผิดพลาดจะทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ จงเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วอย่าทำมันอีก

10. จงซื้อหุ้นให้เหมือนกับซื้อธุรกิจ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ ถ้าธุรกิจดี ผู้ถือหุ้นก็จะได้ประโยชน์ ในขณะที่ธุรกิจแย่ ผู้ถือหุ้นก็จะแย่ตามไปด้วย จงอย่าสนใจความผันผวนของราคาหุ้นระยะสั้น

11. ทำในสิ่งที่คุณรัก ให้เหมือนกับว่างานประจำของคุณคือการทำงานอดิเรกไม่ใช่งานที่คุณต้องผะอืดผะอมไปทำในทุกๆเช้า

(สรุปจากบทความ The Financial Times : Learning from Warren Buffett)
ตัดลอกมาจาก S2M Stock2Morrow

6 วิธีคิดบวกสไตล์คนประสบความสำเร็จ

คัดลอกข้อมูลมาจาก Stock2morrow


6 วิธีคิดบวกสไตล์คนประสบความสำเร็จ
วิธีคิดบวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง เชื่อไหมว่าแค่มองโลกในแง่บวก ชีวิตก็เข้าใกล้ขีดความสำเร็จมากกว่าใครแล้ว
ในโลกนี้มีทั้งสีขาวและสีดำ ดังนั้นจะให้มาโลกสวยได้ตลอดคงเป็นไปได้ยากพอสมควร และแม้แต่คนที่มีชีวิตดี๊ดี โปรไฟล์เต็มไปด้วยความสำเร็จ เขาก็มีบ้างที่เคยมองโลกในด้านลบ ทว่าคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้เขามีวิธีจัดการกับวิสัยทัศน์ของตัวเอง เพราะเขาบอกว่า เพียงแค่เราคิดบวกได้มากกว่า นั่นเท่ากับการเพิ่มพื้นที่และโอกาสให้ตัวเอง ทำให้เราคิดว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าตั้งใจจริง ๆ สักตั้ง ฉะนั้นหากคุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จบ้าง Fast Company ก็แนะนำให้คิดบวกตาม 6 ข้อนี้

1. ไม่ตอกย้ำตัวเอง
ก่อนจะก้าวหน้าไปถึงขั้นคิดบวกได้โดยไม่ต้องพยายาม Mary Jo Rapini นักจิตวิทยาให้ข้อคิดไว้ว่า อันดับแรกควรให้เกียรติตัวเองด้วยการไม่ตอกย้ำความอับอายขายหน้า หรือความผิดพลาดที่ตัวเองเคยทำมา พลาดบ้างเจ็บบ้างไม่ใช่ปัญหา ให้คิดว่านั่นคือโอกาสที่ได้เรียนรู้ และหากชีวิตเดินมาถึงทางตัน ลองหันไปทำกิจกรรมอื่นสักพัก ให้สมองได้ออกห่างจากเรื่องเดิม ๆ บ้าง เผื่อจะปิ๊งไอเดียดี ๆ และหาทางออกให้กับปัญหาเก่านั้นได้ เพราะหากย้ำคิดวนไปวนมากับสิ่งที่ตื้อไปหมดอยู่อย่างนั้น นอกจากจะไม่ได้อะไรกลับมาแล้ว ยังอาจทำให้เครียดทบทวีคูณเลยก็ได้

2. เป็นเด็กบ้างก็ได้ แต่ใจต้องหนักแน่น
ความเป็นเด็กมีอยู่ในทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม แต่คนที่ประสบความสำเร็จเขาจำเป็นต้องจัดการกับความเป็นเด็กอย่างเหมาะสมที่สุด อย่างน้อยคุณต้องไม่เป็นเด็กงอแงกับเรื่องที่ต้องจริงจังในชีวิต ห้ามเอาแต่ใจไม่ถูกที่ถูกทาง ที่สำคัญควรต้องหนักแน่นให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ตามวัยวุฒิด้วย เพราะเมื่อเราเข้าสู่โหมดของความเป็นผู้ใหญ่ เราจะเปิดใจและใช้เหตุผลกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้นนั่นเอง

3. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ประโยคเด็ดไว้คอยให้กำลังใจตัวเองในวันที่ต้องล้มหรือก้าวพลาดไปบ้าง คนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ก็ยึดคตินี้ไว้เตือนใจอยู่เสมอ และเขาไม่คิดว่า การเดินถอยหลังหรือกลับไปสู่จุดเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่าจะทำให้เขาเสียเวลาในชีวิตเลย เพราะการจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงย่อมต้องสร้างรากฐานให้แน่นหนาเสียก่อน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองสิ้นหวังจนไม่คิดจะพยายามทำอะไรอีกต่อไปเด็ดขาด

4. ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนล้มเหลว
จำไว้ว่าเราไม่ใช่ยอดมนุษย์จากดาวดวงไหน แต่เป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มีด้านดีเด่นและสามารถด้อยในบางเรื่องได้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่จะไม่ถนัดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่กลับเก่งมากในอีกหลาย ๆ ด้าน ดังนั้นสิ่งไหนทำไม่ได้จริง ๆ ก็อย่าเพิ่งท้อใจ แล้วลองหาในสิ่งที่ถนัดและใช่สำหรับคุณต่อไปดีกว่า

5. สนใจเหตุมากกว่าผล
แค่เพียงเปลี่ยนวิธีคิดก็มีชีวิตด้านบวกได้แล้วล่ะ อย่างถ้ามีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นมาในชีวิต แทนที่เราจะมัวฟูมฟายหรือโทษชะตาฟ้าลิขิต เราควรมองหาต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดความผิดพลาดดีกว่า ลองพิจารณาที่ไปที่มาของสิ่งนั้นดี ๆ แล้วคุณจะหาทางออกให้กับปัญหาได้เอง

6. ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ
จงภูมิใจกับทุกความผิดพลาดที่ผ่านมา เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคุณได้ลงมือทำอะไรหลายต่อหลายสิ่งแล้ว ดังนั้นให้อภัยกับสิ่งที่ทำพลั้งพลาดไป แล้วมุ่งมั่นตั้งใจลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง
สุดท้ายแล้วความคิดของเราเป็นใหญ่ที่สุด คุณจะเดินไปถูกทางหรือต้องเคว้งคว้างอยู่กลางทาง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความคิดของตัวคุณเองแทบทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าเป็นคนคิดบวกมากกว่าคิดติดลบ ก็ถือว่าชีวิตมีกำไรมากกว่าขาดทุนแล้วล่ะจร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก
kapook

31 พฤษภาคม 2559

บันได 34 ขั้น แมงเม่าไต่เต้าสู่เซียนหุ้น


บันได 34 ขั้น แมงเม่าไต่เต้าสู่เซียนหุ้น

  1. นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ต้องค้นให้พบแนวทางของตัวเอง มีต้นแบบได้ แต่ต้องไม่ใช่การลอกเลียนแบบผู้อื่น ต้องไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ แต่ต้องลองถามตัวเองดูว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ถ้าใช่ ต้องรีบหาแนวทางของตัวเองให้เจอ
  2. อย่าคิดว่าเราเก่งกว่าคนอื่น ยังมีคนที่รู้มากกว่าและเก่งกว่าเราตั้งเยอะ เราต้องรู้ให้ได้ว่าหุ้นที่เราจะซื้อเราซื้อหุ้นตัวนี้เพราะอะไร เราต้องตอบให้ได้ว่า หุ้นตัวนี้จะขึ้นด้วยเหตุผลอะไร ถ้าตอบได้โอกาส ชนะ ก็มีมากกว่าครึ่ง คนจะเกิดในตลาดหุ้นมันต้องเกิดจากการไขว่คว้า ไม่ใช่ฟลุ๊ค
  3. ความรู้เรียนทันกันได้ ประสบการณ์ก็เรียนรู้ได้ แต่อุปนิสัยกับวิธีคิดของคนเราเปลี่ยนไม่ง่าย เราต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความผิดพลาดของเราเอง อย่าไปโทษคนอื่น นำกลับมาแก้ไขแล้วคุณจะเล่นหุ้นเก่งขึ้น
  4. ถ้าเราเลือกหุ้น P/E ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้นมีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเราผิด คุณต้องเปลี่ยน อย่าดันทุรัง โดยพื้นฐานแล้ว ความสำเร็จไม่ได้ยากไปกว่าความล้มเหลว แต่ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นจึงมักสัมผัสรสชาติของการขาดทุนมากกว่ากำไร นั่นเพราะคุณยังไม่รู้จริง
  5. หุ้นที่เล่นแล้วได้กำำไรมากกว่าขาดทุน จะเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ข้อสำคัญคือ เราต้องพยายามอ่านหลักจิตวิทยาของตลาดว่า คนอื่นเขาคิดอย่างไร กับหุ้นตัวที่เราจะเล่น อย่าพยายามคิดเอง เออเองคนเดียว สมมติว่า ขณะนั้น SET กำลังนิยมหุ้นกลุ่มไหน เราก็ต้องจับตามองหุ้นกลุ่มนั้น เพราะการฝืนกระแสจะทำให้เรา เสี่ยงสูง ที่จะขาดทุน
  6. การเล่นหุ้นฝืนทิศทางตลาด มีเคล็ดลับการเล่นหุ้นประเภทนี้ให้ประสบความสำเร็จ เพราะหุ้นจะมีวัฏจักร หรือรอบของมัน คุณต้องรอให้มันตกก่อนคุณค่อยเข้ามาเล่น ช่วงนั้นก็รออย่างเดียว เชื่อว่า เดี๋ญวมันต้องตก
  7. เราต้อง ซื้อตามแนวโน้มตลาด คำว่า รู้จริง จะต้องเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การที่คุณอ่านหนังสือเท่ากับรู้แค่ทฤษฎี ยังถือว่า ไม่รู้จริง ต้องเอา 2 อย่างนี้มาใช้ร่วมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
  8. เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน วิธีคิดก็ต้องเปลี่ยน ทำไมคน 2 คน มาจากพื้นฐานเดียวกันทุกอย่าง คนหนึ่งเล่นหุ้นได้กำไร อีกคนหนึ่งเล่นหุ้นขาดทุนั ก็เพราะทัศนคติของคน 2 คนนี้แตกต่างกัน
  9. หากเวลาเล่นหุ้นเป็นเวลาขา่ลง เราต้องตัดทิ้งอย่าถือและอย่าซื้อถัวเฉลี่ย
  10. ถ้าช่วงไหนที่โบรกเกอร์หรือนักวิเคราะห์ออกมาเตือนว่าเป็นช่วงอันตราย เราก็อย่าเพิ่งซื้อ อย่าเล่นแบบทุ่มสุดตัว คนที่มีฝีมือจะต้องรู้จักจังหวะ ใครเก่งไม่เก่งวัดกันตรงนี้
  11. ซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาดอาศัยเวลาตอนประมาณ ตี 5 หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง ผี ไม่มีใครซื้อหุ้นจังหวะนี้คุณได้เลือกของดี ได้ซื้อของสดราคาไม่แพง ได้เลือกของก่อนคนอื่น รถไม่ติด คุณจะได้เปรียบเรื่องต้นทุน แต่คนที่เข้าในจังหวะนี้ได้จะรู้ว่าตอนนี้กี่โมง ต้องอาศัยเครื่องมือทางเทคนิเคิล มาช่วยในการคลำหาตำแหน่งเวลาร่วมกับประสบการณ์ของแต่ละคน
  12. เวลาเลือกหุ้นให้ใช้พื้นฐานแต่จังหวะซื้อต้องใช้เทคนิเคิล เฉพาะอย่างยิ่งตอนขายหุ้น เทคนิเคิลไม่เคยหลอกเลย ต้องกลับไปทบทวนตัวเองให้ดี
  13. การเล่นหุ้น เรารู้เราเก่งของเราแค่ตัวเดียวพอ ขออย่างเดียว หุ้นที่เราซื้อต้องตอบคำถามได้ว่า เราเล่นหุ้นตัวนี้เพราะอะไร ทำธุรกิจอะไร ขึ้นเพราะอะไร เหตุผลคืออะไร เปลี่ยนชื่อเพราะอะไร ต้องการสร้างภาพพจน์ให้ดีขึ้นหรือเปล่า
  14. ถ้าตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาลง หรือมีภาวะอึมครึมมาพักใหญ่แล้ว ในขณะที่เครื่องมือทางเทคนิค เช่น RSI MACD ยืนยันสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม เราต้องเตรียมตัวซื้อหุ้น
  15. คัทลอส หุ้นที่กำลังจะกลายเป็นเนื้อร้าย ออกจากพอร์ต ก่อนที่เนื้อร้ายชิ้นนั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่มาบั่นทอนจิตใจเราในภายหลัง
  16. ระหว่างที่จังหวะและโอกาสยังมาไม่ถึง นักลงทุึนอาจแบ่งเงินลงทุนบางส่วนมาเล่นหุ้นเก็งกำไร แต่ไม่ควรทุ่มเทเงินทั้งหมดมาเสี่ยงในสถานการณ์ที่เราไม่มั่นใจเต็มร้อย
  17. หุ้นต้องมีการปรับตัว ถูกตัดเอากำไรบ้าง ถ้าราคาปรับลงแล้วรีบาวด์ ขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ หรือนิวไฮ มันจะรัน ต้องเสี่ยงวัดดวง นี่เป็นพฤติกรรมของหุ้นขาขึ้นแทบทุกตัว แต่เมื่อไรก็ตาม ถ้าหุ้นรีบาวด์แล้วไม่ทำนิวไฮ ต้องขายทิ้งออกไป
  18. ดูวอลุ่มเพิ่มเติมว่าถ้าหุ้นขึ้นแล้ว วอลุ่มหาย ให้สงสัยไว้ก่อนว่า มันกำลังจะวิ่ง แต่ถ้าหุ้นเป็นขาลงแล้ว วอลุ่มหาย นี่เป็นธรรมชาติ ถ้าขึ้นแล้ววอลุ่มหายแสดงว่า มีรายใหญ่เก็บหุ้นตัวนี้อยู่ จำนวนหุ้นหมุันเวียนในตลาดมันหายไป อย่างนี้สัญญาณดี ต้องเข้าไปดูแล้วว่าหุ้นตัวนี้มีอะไรดี
  19. การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาสรวยได้ยาก เพราะตัดสินใจซื้อขายบ่อย โอกาสผิดพลาดสูง ควรปล่อยให้วิ่งทำกำไรเต็มที่ เมื่อไรราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป
  20. ปริศนาการตั้ง Bid หรือการเสนอซื้อ และ Offer การเสนอขายหลอกกันได้ไหม เพราะโดยปกติถ้าเราเห็ฯการตั้งขายไม้ใหญ่ๆ ถ้าอยู่ฝั่งขาย คนที่เห็นมักใจไม่ดี ซึ่งวอลุ่มฝั่งขายมักไม่ค่อยหลอก มักจะขายจริง แต่ฝั่งซื้อมันหลอกกันได้ นั่นคือเขากลัวลง เป็นการหนุน เพื่อให้คนซื้อตามแต่ถ้ามีคนเสนอซื้อเข้ามา อยากซื้อเท่าไร ก็มีหุ้นขายให้
  21. ในช่วงการสะสมหุ้น ถ้าเป็นหุ้นดี ให้สังเกตฝั่ง Bid จะน้อย ฝั่ง Offer จะเยอะ ภาวะอย่างนี้ คือช่วงที่ดัชนี Set ประมาณตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัวเขาจะรอรับแต่จะไม่ไล่ราคา สำหรับการลงทุันระยะสั้น การทำความเข้าใจกับแนวรับ หรือแนวต้าน นั้นมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ถ้าราคาหุ้นช่วงไหนที่ทุกคนซื้อขายนัวเนียอยู่แถวนี้แน่นมาก และนานพอสมควรถ้าจะฝ่าราคาตรงนี้ขึ้นไปได้ ต้องใช้เงินมาก
  22. วิธีการลงทุนแบบ VI ส่วนตัวมองว่ามันเสี่ยง บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมาแต่เมื่อไรล่ะ ถ้าคุณไม่ cut loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส
  23. วิธีการเล่นหุ้นต่อ 1 รอบ จำไว้เลยต้องเตรียมขาดทุันไว้ 10 % ของพอร์ตคุณเสมอ ผมกล้าพูดได้เลยว่าต่อให้เป็นเซียนเป็นโคตรเซียนแค่ไหนก็ตามคุณมี 100 ล้าน ก็ต้องเตรียมขาดทุนไว้ 10 ล้าน
  24. การเล่นหุ้นคุณไม่มีทางรู้จุดสูงสุดและจุดต่ำสุด ขายเร็วเกินไปเสียโอกาส เพราะฉะนั้น จุดขายคือ จุดกลับตัว เราจะรู้จุดกลับตัวก็ต้องรู้ว่าหุ้นรีบาวด์แล้วไม่ทำนิวไฮ
  25. ถ้ามั่นใจหุ้นตัวไหนมากๆ ก็ซื้อหุ้นตัวนั้นเก็บเอาไว้ครึ่งหนึ่งก่อน และเมื่อไร ที่เห็นปริมาณการซื้อขายเข้ามามากๆ ก็จะรีบซื้อหุ้นอีกครึ่งหนึ่งทันที กลยุทธ์นี้หมายถึงการหยั่งกำลังหุ้น หรือการโยนหินถามทาง
  26. คนที่จะเล่นหุ้นแล้วรวย จะต้องหาหุ้นในดวงใจให้ได้ก่อน
  27. ให้สังเกตว่าทุกครั้งที่ดัชนี set ขึ้นรอบใหญ่ๆ จะต้องมีหุ้นเด่นๆ ของมันอยู่ เราจะต้องหาให้เจอ
  28. การหาจังหวะลงทุนต้องใช้เทคนิเคิลช่วย
  29. แนะนำให้จดไดอารี่ทุกวัน นั่นคือการทบทวนตัวเอง คุณจะได้เก็บไว้อ่าน คุณเจ็บตรงไหน คุณโดนเทคนิเคิลหลอกอย่างไร ข้อผิดพลาดของนักลงทุนมักมาจากความดื้อรั้นของตัวเอง
  30. เก่งหุ้นแค่ทีละตัว หรืออย่างมากแค่ 3 ตัวพอ รู้ให้ลึก รู้ให้แตกฉาน แล้วทนรอกับมันให้ได้ แล้วคุณจะรวยมหาศาล
  31. ลงทุนให้รวย ต้องหาหุ้นในดวงใจให้เจอ และต้องนิ่ง อดทนรอให้หุ้นรันทำกำไร let the profit run
  32. ต้องรอจังหวะให้เครื่องมือทางเทคนิเคิลตัดขึ้นก่อน พื้นฐานหุ้นรองรับจุดสำคัญ ถ้าตลาดหุ้นช่วงไหนคนเริ่มกล้ัว คือจุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จใส่ปี๊บไว้เลย นี่คือเคล็ดลับ
  33. หลักการคือ ถ้าหุ้นตัวไหน รีบาวด์แล้วไม่ทำนิวไฮใหม่ต้องลง แต่จุดมั่นใจเราต้องดูวอลุ่มประกอบเวฟแรก
  34. คนที่เล่นหุ้นแล้วได้กำไรเยอะๆ เล่นแล้วรวยต้องถือยาว ในระยะเดือน ไม่ใช่ซื้อๆ ขายๆ ด้วยหวังกำไรเพียงเล็กน้อย และวิธีการซื้อจะต้องหยั่งกำลังหุ้นด้วยเงินที่ไม่มากก่อน อย่าเพิ่งทุ่มก้อนใหญ่

___________________________
ไม่ทราบเครดิตที่มา แต่ถ้าใครรู้ฝากบอกไว้ด้วยครับ

15 กุมภาพันธ์ 2559

สามคำสามปี โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


วิธีการลงทุนที่ผมคิดว่าง่ายและปลอดภัยพอสมควรและได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีในระยะยาวก็คือ  การลงทุนใน “ซุปเปอร์สต็อก” คือซื้อหุ้นของบริษัทที่  “ดีเยี่ยม”  ในด้านของการตลาด  เช่น  เป็นบริษัทที่ขายสินค้าได้มากเป็นอันดับหนึ่งและมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าคู่แข่งอันดับรองลงมาเป็นเท่าตัว  หรือมีสินค้าที่เป็นที่นิยมของผู้ใช้มากกว่าคู่แข่งมากจนทำให้ลูกค้ายินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นพอสมควรเพื่อใช้สินค้าของบริษัท  หรือเป็นบริษัทที่ยังไงผู้บริโภคหรือลูกค้าก็ต้องใช้เนื่องจากเป็นกิจการที่ “ผูกขาด” ธุรกิจในพื้นที่นั้น  เป็นต้น  ในด้านของการเงินเองนั้น  บริษัทก็มีฐานะและผลประกอบการที่ดีมาก  มีกำไร  “งดงาม” เมื่อเทียบกับคู่แข่งและเงินลงทุนของตนเอง มีงบการเงินที่  “แข็งแกร่ง”  เนื่องจากธุรกิจนั้นสร้างกระแสเงินสดได้ดีและไม่ต้องลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์มาก  และสุดท้าย  เราสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ถูกหรือ  “ไม่แพง” คิดจากค่า PE และ PB ที่ไม่สูงเกินไป  และ ปันผลตอบแทนที่ไม่ต่ำเกินไป  หรือในกรณีของบริษัทที่ยังไม่ค่อยมีกำไรเนื่องจากกำลังขยายตัวเราก็จะต้องดูเรื่องของ Market  Cap. ที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับศักยภาพของบริษัทในอนาคต

หลังจากที่ซื้อหุ้นที่เป็นซุปเปอร์สต็อกแล้ว  โดยปกติเราก็ไม่ต้องทำอะไรมาก  สิ่งที่ต้องทำก็คือ  ติดตามดูสถานะของบริษัทไปเรื่อย ๆ  ว่ามันยังเป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมอยู่หรือเปล่า  คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน  ถ้าพบว่าบริษัทเริ่มจะ  “เพลี่ยงพล้ำ”  และไม่มีท่าทีว่าจะแก้ไขได้  หรือมีการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เช่น มีเทคโนโลยีใหม่หรือรูปแบบการทำธุรกิจใหม่เข้ามาแข่งกับธุรกิจเดิม แบบนี้เราก็อาจจะต้องขายหุ้นทิ้ง  แต่ถ้าไม่ใช่  เราก็ไม่ต้องทำอะไร  ไม่ต้องสนใจว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงยกเว้นว่าหุ้นจะขึ้นไปมากจนค่า PE อาจจะขึ้นไปถึง 50-60 เท่า ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็อาจจะพิจารณาขายหุ้นทิ้งเพราะมันอาจจะแพงเกินไปจริง ๆ อาจจะเนื่องจากเหตุผลพิเศษเช่นตลาดหุ้นกลายเป็นกระทิงหรือมีการเก็งกำไรในหุ้นที่รุนแรงเกินไป  ส่วนในกรณีที่หุ้นตกลงมานั้น  เรามักจะไม่ขายซุปเปอร์สต็อกเลย

หลายคนบอกว่าตนเองนั้นอยากลงทุนในซุปเปอร์สต็อกเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นซุปเปอร์สต็อกจริง ๆ   หรือรู้ว่าน่าจะเป็นซุปเปอร์สต็อกแต่ก็ไม่รู้ว่ามันแพงเกินไปหรือเปล่า  นอกจากนั้น  บางคนถือหุ้นที่น่าจะเป็นซุปเปอร์สต็อกแต่ก็ไม่รู้ว่าจะขายเมื่อไร  บ่อยครั้งก็รีบขายเกินไป  บ่อยครั้งก็ถือยาวเกินไป  สุดท้ายก็พลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีใน “ระยะยาว”  ซึ่งก็ไม่รู้ว่ายาวแค่ไหน  ความไม่เข้าใจหรือความสับสนต่าง ๆ  เหล่านี้มักทำให้การลงทุนในซุปเปอร์สต็อกของหลายคนนั้น  ทำไม่ได้!  และนั่นทำให้หลักการและวิธีการลงทุนง่าย ๆ  แบบนี้กลายเป็นของยาก  เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่  “ทำใจไม่ได้” เวลาที่เห็นราคาหุ้นขึ้นลงผันผวนรุนแรงทุกวัน ทุกเดือน และทุกปี

วิธีที่จะ “เอาชนะ” จิตวิทยาของเราเองนั้น  ผมคิดว่าเราควรที่จะท่องคำว่า  “สามคำสามปี”  ไว้ในใจตลอดเวลา  สามคำที่ว่าก็คือ  “รายได้เพิ่ม  กำไรเพิ่ม  ปันผลเพิ่ม”  นั่นก็คือ  เราต้องคิด  วิเคราะห์  และมั่นใจว่ากิจการหรือบริษัทนั้นจะมีรายได้ในปีปัจจุบันเพิ่มขึ้น  คำว่ามั่นใจนั้นแปลว่าโอกาสที่รายได้จะเพิ่มขึ้นนั้นสูงมาก  อย่างน้อยอาจจะ 80% ขึ้นไป  โอกาสที่รายได้จะไม่เพิ่มขึ้นนั้นน้อยมากไม่ถึง 20%  การวิเคราะห์ของเราจะต้องไม่ลำเอียงและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน  อย่าไปเชื่อการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่มักจะลำเอียงในทางที่รายได้สูงกว่าความเป็นจริงและมักไม่พูดถึงโอกาสความเป็นไปได้  พวกเขามักจะวิเคราะห์อย่างมั่นใจแต่ก็จะมีอักษรตัวเล็ก ๆ  กำกับไว้ตอนท้ายของบทวิเคราะห์ว่า  ที่พูดมาทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่….  ซึ่งทำให้การคาดการณ์ต่าง ๆ  ที่กล่าวมานั้น  ไม่ผิด!  ในตอนที่พูด  แต่อาจจะผิดจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง  แต่เมื่อถึงเวลานั้น  ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้วสำหรับคนที่เชื่อบทวิเคราะห์ซื้อหรือขายหุ้น

คำต่อมาก็คือ  กำไรเพิ่ม  นี่ก็เช่นเดียวกัน  เราต้องมีเหตุผลประกอบอย่างชัดเจนและโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้นก็ต้องสูงเป็น 80% ขึ้นไป  โอกาสที่กำไรจะลดลงนั้นน้อยมาก    พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  เรามีความมั่นใจมากว่าเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น  ยอดขายนั้นจะก่อให้เกิดกำไรมากขึ้นเนื่องจากบริษัทจะสามารถรักษา Profit Margin หรือกำไรต่อยอดขายเท่ากับปีก่อนหรือสูงขึ้นอย่างแน่นอน  ไม่ใช่ยอดขายเพิ่มขึ้นแต่กำไรต่อยอดขายลดลง  ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นเราก็อาจจะไม่มีกำไรเพิ่ม   การรักษากำไรต่อยอดขายไว้ได้นั้น  เหตุผลต้องชัดเจนและมีโอกาสเกิดขึ้นสูง  เช่น  สินค้าของเรานั้นสามารถตั้งราคาได้เองไม่ใช่เป็นราคาตลาดโลกที่เราควบคุมไม่ได้เป็นต้น

คำที่สามก็คือ  ปันผลเพิ่มขึ้น  นี่ก็ต่อมาจากคำแรกและคำที่สองที่ว่ารายได้เพิ่มขึ้น  และกำไรเพิ่มขึ้น  ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นอย่างนั้นและบริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี  อาจจะเนื่องจากว่าบริษัทขายสินค้าส่วนใหญ่เป็นเงินสดแต่มักซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ  หรือบริษัทไม่ต้องลงทุนในการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์มากมายในการทำงานหรือขยายงาน   การจ่ายปันผลก็ควรที่จะเพิ่มขึ้น  ถ้าบริษัทไม่จ่ายปันผลเพิ่มทั้ง ๆ  ที่มีกำไรเพิ่ม  เราก็ต้องดูเหตุผลว่าเพราะอะไร  บางครั้งบริษัทอาจจะจ่ายปันผลเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิมมากเนื่องจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่มาก  แบบนี้เราก็อาจจะ  “พอทน”  ยอมรับได้

คำทั้งสามที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น  ผมต้องขอเพิ่มเงื่อนไขอีกหนึ่งข้อเพื่อไม่ให้เราหลงผิดคิดว่าบริษัทเข้าเกณฑ์หมด  เงื่อนไขที่ว่าก็คือ  รายได้  กำไร และปันผลที่เพิ่มขึ้นนั้น  จะต้องเป็นรายได้  กำไร  และปันผล “ปกติ”  จากการดำเนินงานตาม “ปกติ”  ไม่ใช่รายได้พิเศษ  กำไรพิเศษ  และปันผลพิเศษหรือปันผลเป็นหุ้น ที่  “เกิดขึ้นครั้งเดียว”  เช่น  จากการขายที่หรือขายทรัพย์สินอื่นรวมถึงการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นบ่อย   ในกรณีดังกล่าวนั้น  เราต้องตัดรายการพิเศษออกและคำนวณดูว่า  รายได้  กำไร  และปันผลที่มาจากการดำเนินงานปกติของบริษัทเป็นอย่างไร 

เมื่อเราพบว่า  รายได้  กำไร และปันผลของบริษัทเพิ่มขึ้นหรือคาดว่าเพิ่มขึ้นแน่ด้วยความเป็นไปได้ถึง 80% ขึ้นไปในปีปัจจุบันแล้ว  สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือ  เราต้องวิเคราะห์และคาดการณ์ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 ปีข้างหน้าว่า  บริษัทจะสามารถทำรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในอีกอย่างน้อย 3 ปีข้างหน้า  นี่ก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน  ถามตัวเองว่าอีก 3 ปี กิจการจะโตขึ้นไหมเพราะอะไร  ใครเป็นคู่แข่งและจะมีคู่แข่งใหม่ที่น่ากลัวไหม  เทคโนโลยีใหม่จะเข้ามาแย่งลูกค้าจากเราไหม  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้จะต้องถูกนำมาคิดอย่างไม่ลำเอียง  โอกาสที่เราจะพลาดสูงแค่ไหน  ถ้าคำตอบก็คือ  มีโอกาส 50-50 ที่ยอดขายเราอาจจะไม่เพิ่มขึ้น 3 ปีหลังจากนี้เนื่องจากเหตุผลอะไรก็ตาม  นั่นก็แสดงว่า  เราไม่ผ่านเกณฑ์ 3 ปี  ผมเองคิดว่าถ้าจะให้ผ่านเกณฑ์นี้  โอกาสความเป็นไปได้ควรจะเป็นอย่างน้อย 70-75% ขึ้นไป  ซึ่งนั่นหมายความว่าเรามีความมั่นใจสูงที่ รายได้  กำไร  และปันผลใน 3 ปีข้างหน้านั้นจะเพิ่มขึ้น  เราต้องมั่นใจว่าธุรกิจของบริษัทนั้นจะยังเติบโต  ไม่มีใครมาทำอะไรมันได้  และ ไม่เปลี่ยน  ในอีกอย่างน้อย 3 ปีข้างหน้า

ถ้าเราถือหุ้นที่เข้าเกณฑ์  “สามคำสามปี”  ดังที่กล่าว  เราก็มักไม่ต้องทำอะไร  บางทีไม่ต้องไปคิดด้วยว่าตกลงมันเป็นซุปเปอร์สต็อกจริง ๆ  หรือเปล่า  สิ่งที่ต้องทำก็คือ  คอยติดตาม  ทบทวนและวิเคราะห์กิจการไปเรื่อย ๆ  โดยเฉพาะตอนสิ้นปี  ถ้าผลออกมาบริษัททำได้คือ  มีรายได้เพิ่ม  กำไรเพิ่มและจ่ายปันผลเพิ่ม  เราก็สรุปว่ามันเป็นอย่างที่คาดไว้ในตอนต้นปี  แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องวิเคราะห์และคาดการณ์ต่อไปข้างหน้าอีก 3 ปี   ถ้าคำตอบก็เป็นอย่างเดิม  นั่นก็คือ  บริษัทก็จะยังมีรายได้  กำไร  และปันผลเพิ่ม  เราก็จะยังคงถือหุ้นไว้  แต่ถ้าไม่ใช่  เราก็อาจจะต้องทำอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับเกณฑ์นี้

 data sources : http://portal.settrade.com/blog/nivate/2016/02/08/1691

5 กุมภาพันธ์ 2558

ยอดวิชา แม่ไม้ ของเสี่ยยักษ์ เซียนหุ้นพันล้าน


ความเป็น "สุดยอด" ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินก้อนเล็กๆ เพียง 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ "พันล้านบาท"
จาก "ต้นกล้า" ฝ่าแดดต้านฝน จนเป็น "ไม้ใหญ่" เขาเป็น 1 ในนักลงทุนนับหมื่นคนที่ทำได้ "ถนนนักลงทุน" รวบรวมคำพูด และวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นรายนี้

  1. ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น..มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา "ผิด" คุณต้องเปลี่ยน "อย่าดันทุรัง"
  2. สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้จะ "ลอกข้อสอบคนเก่ง" แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน
  3. จากประสบการณ์มากกว่า 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด "ตอนประมาณ ตี 5" หรือ อีก 1 ชั่วโมงก่อนฟ้าสาง...ผีไม่มี เฮียประธาน เขาเป็นเจ้าของคอร์ดแบดมินตันแถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ "พญาอินทรี" ถ้าวันไหนที่พวกเรา "เละ" หรือ "เจ๊ง" กันหมด เขาจะบินมาเลย..เขาจะมาซื้อหุ้น
  4. วิธีการเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤติการณ์" ทางเดียวที่จะทำให้เรา "รอด" คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
  5. การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส "ร่ำรวยได้ยาก" เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อย โอกาสผิดพลาดจะสูง
  6. ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป ท่องเอาไว้เลย "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว "รีบาวด์" แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่.."มันต้องลง"
  7. ถ้าหุ้นเป็น "ขาลง" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น "ขาขึ้น" แล้ว "วอลุ่มหาย" นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า "มันกำลังจะวิ่ง"
  8. กรณีที่หุ้นจะปรับตัว "ลงแรง" วอลุ่มมักจะทำ "พีค" ก่อน ให้สังเกตว่า รายย่อยจะแห่เข้าใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัว มันจะ "ลงลึก"
  9. ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น "หุ้นดี" ให้สังเกตฝั่ง Bid (ซื้อ) จะน้อย แต่ฝั่ง Offer (ขาย) จะเยอะ ภาวะอย่างนี้ คือ ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ ไม่ไล่ราคา
  10. จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด และจุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ ตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง ก่อนฟ้าสาง