เครื่องมือพาราโบลิก PARABOLIC SAR
ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มวิจารณ์ว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TECHNICAL ANALYSIS) ขาดความน่าเชื่อถือ คือ ความล่าช้าเนื่องจากเวลา (TIME LAG) เพราะการเคลื่อนที่ของเครื่องมือเทคนิคชนิดต่าง ๆ จะตามหลังราคาหรือดัชนีเสมอ ดังนั้นแนวโน้มที่ได้จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะเกิดจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนาย J. WELLES WILDER ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้สร้างเครื่องมือเทคนิคตัวใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า พารา-โบลิก (PARABOLIC)
เพื่อลดความล้าหลังของการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยการเพิ่มความเร่งของสัญญาณของแนวโน้ม เมื่อราคาสามารถทำยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่ โดยพิจารณาให้ความสำคัญเรื่องราคาและเวลาเป็นหลัก และสัญญาณที่ได้เรียกว่า จุดเปลี่ยนแนวโน้ม หรือ STOP AND REVERSAL (SAR) และด้วยเหตุที่ SAR มีการเคลื่อนที่คล้ายรูปแบบ PARABOLIC CURVE เครื่องมือตัวนี้ จึงถูกตั้งชื่อว่า PARABOLIC ณ จุดนี้เองที่บอกนักลงทุนว่าควรเปลี่ยนสถานภาพ
กล่าวคือ ถ้านักลงทุนทำการซื้อและถือหุ้นอยู่ (LONG POSITION) และเมื่อเกิด SAR ในวันรุ่งขึ้นอยู่เหนือราคาหุ้น ควรที่นักลงทุนจะขายหุ้นดังกล่าวออกไป หรือในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นผู้ขาย (SHORT POSITION) เมื่อเกิด SAR ในวันต่อไปอยู่ต่ำกว่าราคาหุ้นในวันนั้น
นักลงทุนควรที่จะซื้อหุ้นนั้นคืนมา
สำหรับคุณสมบัติการเคลื่อนตัว ถ้าเป็นกรณีซื้อและถือหุ้นอยู่ (LONG POSITION) SAR จะเคลื่อนที่สูงขึ้นทุก ๆ วัน ไม่ว่าราคาจะเคลื่อนไปทางใด ส่วนจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับทิศทาง และความแรงของการเคลื่อนไหวของราคา (PRICE FUNCTION) ซึ่งโดยปกติถ้าราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นทำยอดสูงใหม่ SAR จะเคลื่อนที่ตามราคาแต่ในอัตราที่เร็วกว่า จนกระทั่ง SAR เคลื่อนที่เข้าใกล้ราคาแล้วกระโดดขึ้นไปอยู่เหนือ ดังนั้นควรที่จะขายหุ้นในวันแรกที่ SAR อยู่เหนือราคาหุ้น
ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกรณีขายหุ้น (SHORT POSITION) SAR จะเคลื่อนที่ต่ำลงเรื่อย ๆ แต่จะมีอัตราที่เร็วกว่าราคาหุ้นในกรณีที่ราคาทำยอดต่ำใหม่ จนกระทั่งเข้าใกล้ราคาและกระโดดลงไปอยู่ใต้ราคาในที่สุด ดังนั้นควรที่จะซื้อหุ้นในวันแรกที่ SAR อยู่ต่ำกว่าราคาหุ้น สำหรับค่า SAR ที่คำนวณจากข้อมูลปัจจุบัน จะใช้เป็นค่าที่ชี้แนวโน้มของตลาดหรือราคาหุ้น เพื่อการตัดสินใจในวันรุ่งขึ้น
การคำนวณ
SARt-1 = SARt AF(EPt - SARt)
SARt-1 คือ ค่า SAR ในวันรุ่งขึ้น
SARt คือ ค่า SAR ในวันปัจจุบัน
EPt คือ ราคาต่ำสุดในวันนั้นกรณีขายหุ้น (SHORT)
และราคาสูงสุด ในวันนั้น
กรณีซื้อหุ้น (LONG)
AF คือ ค่าความเร่ง โดยเริ่มต้นที่ 0.02 และเพิ่มขึ้น 0.02 ทุก ๆ ครั้งที่เกิดยอดสูงใหม่ในแนวโน้มขึ้น หรือต่ำใหม่ในแนวโน้มลง และจะสะสมไปได้มากที่สุดที่ 0.2 แต่ถ้าไม่เกิดยอดสูงหรือต่ำใหม่ จะใช้ค่าเดิม ไปจนกว่าจะเกิดยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่
สำหรับความถูกต้องของสัญญาณจากเครื่องมือ PARABOLIC จะขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น โดยถ้าหุ้นมีแนวโน้มที่ชัดเจนไม่ว่าขึ้นหรือลง (UPWARD OR DOWNWARD) ความน่าเชื่อถือของสัญญาณจะมีมาก แต่ถ้าการเคลื่อนที่ของหุ้นมีทิศทางไม่แน่นอนหรือขึ้นลงสลับกัน (SIDEWAYS) ความแม่นยำของสัญญาณก็จะลดลง
ดังนั้นนาย WILDER จึงได้สร้างเครื่องมืออีกตัวหนึ่งขึ้นมา เพื่อช่วยกลั่นกรองความถูกต้องของสัญญาณจาก PARABOLIC คือ AVERAGE DIRECTIONAL MOVEMENT (ADX) (รายละเอียดของการคำนวณ และการวิเคราะห์ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ DIRECTIONAL MOVEMENT) โดยตัว ADX นี้ถูกกำหนดการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 (ไม่เคลื่อนไหวจนถึงเคลื่อนไหวมาก) โดยบอกถึงว่า ถ้าตัว ADX มีค่ามาก ๆ แล้ว ตลาดนั้นหรือหุ้นตัวนั้นมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้สัญญาณจาก PARABOLIC มีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือมากตาม นอกจากนั้นนาย WILDER ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ค่าของ ADX ที่จะชี้ถึงความน่าเชื่อถือในสัญญาณของ PARABOLIC อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 20 และเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ค่าของ ADX ในการกลั่นกรองสัญญาณของ PARABOLIC คือเมื่อ ADX ไต่ระดับสูงขึ้น
สัญญาณของ SAR :
กรณีน่าเชื่อถือสูง คือ 1, 4
กรณีที่น่าเชื่อถือปานกลาง คือ 2
กรณีที่น่าเชื่อถือน้อย คือ 3
>> จุดที่ควรขาย คือ จุดที่ SAR อยู่เหนือดัชนี หรือราคาหุ้น และเส้น ADX เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ซึ่งก็คือจุด A ในกราฟ
>> จุดที่ควรซื้อ คือ จุดที่ SAR อยู่ใต้ดัชนี หรือราคาหุ้น และเส้น ADX เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ซึ่งก็คือ จุด B ในกราฟ
ที่มาของข้อมูล :
http://www.sornhoon.com/d-parabolic-sar.aspx
http://bidschart.com/news/285
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเทคนิค (Technical Analysis) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยเทคนิค (Technical Analysis) แสดงบทความทั้งหมด
17 มิถุนายน 2559
12 มิถุนายน 2559
บันทึกกราฟหุ้นไว้ดูเล่นๆ เป็นกรณีศึกษาการวิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟเทคนิคเคิล
(คัดลอกมาจาก https://www.facebook.com/groups/361137493969724/)
บันทึกกราฟหุ้นไว้ดูเล่นๆ เป็นกรณีศึกษาการวิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟเทคนิคเคิล
มิได้มีเจตนาชักชวนชี้นำให้ซื้อขายแต่อย่างใด โปรดใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ (...ตนแลคือที่พึ่งแห่งตน...) ^^
มิได้มีเจตนาชักชวนชี้นำให้ซื้อขายแต่อย่างใด โปรดใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองโดยรอบคอบ (...ตนแลคือที่พึ่งแห่งตน...) ^^
...เรียนให้รู้...ดูให้จำ...ทำให้ได้...กำไรแน่นอน...
=> ปูพื้นฐานวิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟเทคนิคคอล
/ introduction / cycle / trend / moving average / golden rules /
http://www.richerstock.net/rs/index.php…
/ introduction / cycle / trend / moving average / golden rules /
http://www.richerstock.net/rs/index.php…
++รวยหุ้นด้วยกราฟ++
http://issuu.com/pairoj/docs/_______________-issuu
http://issuu.com/pairoj/docs/_______________-issuu
คู่มือการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดย สุรชัย ไชยรังสินันท์
http://inv4.asiaplus.co.th/cms/index2.php…
http://inv4.asiaplus.co.th/cms/index2.php…
++ ศึกษาเรื่องแนวโน้ม / แนวรับแนวต้าน / ฝึกลาก Trendline ++
มองแนวโน้มให้ออกก่อน
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=101815839898461&set=a.101815789898466.3576.100002101358163&type=3&theater
รู้แนวรับแนวต้าน
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=101817799898265&set=a.101817693231609.3579.100002101358163&type=3&theater
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=101817799898265&set=a.101817693231609.3579.100002101358163&type=3&theater
ฝึกลาก Trendline รูปแบบต่างๆ
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=101819226564789&set=a.101819169898128.3586.100002101358163&type=3&theater
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=101819226564789&set=a.101819169898128.3586.100002101358163&type=3&theater
++ ศึกษาระบบเทรดต่างๆ ++
ระบบเทรด Peak and Trough (PnT closing price)
http://www.facebook.com/photo.php?v=117503734996338&set=t.100002101358163&type=3&theater
++การใช้โปรแกรม eFin. Scan หาสัญญานหุ้นที่เข้าเงื่อนไขตามต้องการ++
https://www.facebook.com/photo.php?v=208408062572571&set=vb.100002101358163&type=2&theater
บทความเทคนิคอล และ VDO
บทความเทคนิคอล และ VDO
-------------------
ทำไมต้องใช้เทคนิคอล
http://www.cwayinvestment.com/…/06/why-technical-analysis.h…
-------------------
ทำไมต้องใช้เทคนิคอล
http://www.cwayinvestment.com/…/06/why-technical-analysis.h…
1.เมื่อเทคนิคคอลไม่ง่ายอย่างที่คุณคิด!!!!
http://www.cwayinvestment.com/2011/01/blog-post_21.html
2. เทคนิคอล เป็นแค่ “ปาหี่” แบบเขาว่าจริงหรือ
2. เทคนิคอล เป็นแค่ “ปาหี่” แบบเขาว่าจริงหรือ
5. 10 golden rulehttp://www.cwayinvestment.com/2012/03/10-golden-trading-rules.html
การวิเคราะห์ข้อมูลราคา(Price)
1.การวิเคราะห์แนวโน้มราคา 1
4. Candlesticks Pattern
http://www.cwayinvestment.com/…/12/candlesticks-pattern.html
5.เรขาคณิตพิชิตหุ้น
http://www.cwayinvestment.com/2012/01/blog-post_11.html
6. GAP http://www.cwayinvestment.com/2012/05/gap.html
7. Andrews Pitchfork
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/andrews-pitchfork.html
http://www.cwayinvestment.com/…/12/candlesticks-pattern.html
5.เรขาคณิตพิชิตหุ้น
http://www.cwayinvestment.com/2012/01/blog-post_11.html
6. GAP http://www.cwayinvestment.com/2012/05/gap.html
7. Andrews Pitchfork
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/andrews-pitchfork.html
8. Heikin Ashi
http://www.cwayinvestment.com/2013/08/heikin-ashi.html
9. Pivot Points
http://www.cwayinvestment.com/2013/02/pivot-points.html
9.1 Fibonacci
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/fibonacci-fan.html
http://www.cwayinvestment.com/2013/08/heikin-ashi.html
9. Pivot Points
http://www.cwayinvestment.com/2013/02/pivot-points.html
9.1 Fibonacci
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/fibonacci-fan.html
10. Price Indicator
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/price-indicator-1.html
11. Moving Average
http://www.cwayinvestment.com/…/ema-exponential-moving-aver…
12. Bollinger band
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/bollinger-band.html
13. Keltner Channels
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/keltner-channels.html
14. MACDhttp://www.cwayinvestment.com/2011/08/macd.html
15. Average Directional Index (ADX)
http://www.cwayinvestment.com/…/average-directional-index-a…
16. Momentum indicator http://www.cwayinvestment.com/2012/…/momentum-indicator.html
17. Relative Strength Index (RSI)
http://www.cwayinvestment.com/…/relative-strength-index-rsi…
18. STOCHASTIC OSCILLATOR
http://www.cwayinvestment.com/…/sto-stochastic-oscillator.h…
19. Commodity Channel Index (CCI)
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/cci-indicator.html
20. Parabolic SAR
http://www.cwayinvestment.com/2012/11/parabolic-sar.html
21. Quantitative Qualitative Estimation (QQE)
http://www.cwayinvestment.com/…/quantitative-qualitative-es…
22. ZigZag
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/zigzag.html
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/price-indicator-1.html
11. Moving Average
http://www.cwayinvestment.com/…/ema-exponential-moving-aver…
12. Bollinger band
http://www.cwayinvestment.com/2011/08/bollinger-band.html
13. Keltner Channels
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/keltner-channels.html
14. MACDhttp://www.cwayinvestment.com/2011/08/macd.html
15. Average Directional Index (ADX)
http://www.cwayinvestment.com/…/average-directional-index-a…
16. Momentum indicator http://www.cwayinvestment.com/2012/…/momentum-indicator.html
17. Relative Strength Index (RSI)
http://www.cwayinvestment.com/…/relative-strength-index-rsi…
18. STOCHASTIC OSCILLATOR
http://www.cwayinvestment.com/…/sto-stochastic-oscillator.h…
19. Commodity Channel Index (CCI)
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/cci-indicator.html
20. Parabolic SAR
http://www.cwayinvestment.com/2012/11/parabolic-sar.html
21. Quantitative Qualitative Estimation (QQE)
http://www.cwayinvestment.com/…/quantitative-qualitative-es…
22. ZigZag
http://www.cwayinvestment.com/2012/10/zigzag.html
การวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณการซื้อขาย(Volume)
1. volume analysis
http://www.cwayinvestment.com/2011/04/volume-analysis.html
2. OBV (On Balance Volume)
http://www.cwayinvestment.com/…/…/obv-on-balance-volume.html
3.VAD (Variable_Accumulation_Distribution)
http://www.cwayinvestment.com/…/vad-variableaccumulationdis…
4. Fund flow กระแสเงินต่างชาติ
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/fund-flow1.html
http://www.cwayinvestment.com/2012/07/fund-flow2.html
รูปแบบ VDO
-Trend Line & Channel
https://www.youtube.com/watch?v=Dg4tpm_5keA
-Moving average
https://youtu.be/3fQU-3PxIGI
-Pivot Point Strategies
https://www.youtube.com/watch?v=1TkcCuWBLZg
-Advance bollinger bands
https://youtu.be/-STXXKQmpPI
-ADX
https://www.youtube.com/watch?v=5EdS_n_0MYQ
-OBV
https://www.youtube.com/watch?v=rMcC-Fzh270
-Ichimoku Kinko Hyo
https://youtu.be/nveGbLRY9rk
-Parabolic SAR
https://youtu.be/DwADpj6fB04
- High probability price pattern
https://www.youtube.com/watch?v=MxCrcPndW1g
-Pinbar Strategies
http://goo.gl/fv76Pd
-Bill Williams’ trading system
(A/C, Alligator ,Awesome Oscillator ,Fractals ,Gator Oscillator)
http://goo.gl/xQySKw
-volume analysis
https://youtu.be/oJdGIxEXIxU
19 กุมภาพันธ์ 2558
10 กฎเหล็กสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค

นักลงทุนหรือเทรดเดอร์หลายต่อหลายคนนั้นมักจะเข้าใจผิดคิดว่า “การวิเคราะห์ทางเทคนิค” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าTechnical Analysis นั้นเป็นทุกอย่างแล้วสำหรับการทำกำไรและนำไปสู่การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แต่แท้จริงแล้วการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยบอกให้ทราบว่าจุดไหนเวลาไหนที่เราควรซื้อ หรือจุดไหนเวลาไหนที่เราควรขายเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้นการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็ยังจำเป็นและสำคัญอยู่ดีจะขาดไปก็ไม่ได้ ดังนั้นในบทความ “10 กฏเหล็กของการวิเคราะห์ทางเทคนิค” นี้จะมาพูดถึงหลักการการนำ "การวิเคราะห์ทางเทคนิค" ไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและพัฒนาวิธีการลงทุนให้กับนักลงทุนมือใหม่ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตนเอง
John Murphy's Ten Laws of Technical Trading
- Map the trends : หลักการสำคัญของข้อนี้ก็คือ การนำ Time Frame ที่ใหญ่ขึ้นมาใช้ในการมองแนวโน้มไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มของตลาด หรือ ของตัวหุ้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของแนวโน้มได้ชัดเจนขึ้น เช่นการใช้ Time Frame ระดับ Weekly หรือ Monthly มาช่วยในการมองแนวโน้มซึ่งจะใช้ได้ดีกว่าการมองในระดับ Daily (เพิ่มเติม : ศึกษา Dow Theory จะเข้าใจแนวโน้มได้มากขึ้น)
- Spot the trends and go with it: ถึงแม้กลยุทธ์การเทรดและการลงทุนจะมีหลายแบบ แต่การเทรดแบบ Trend Following ก็ถือเป็นการเทรดที่ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุด ในข้อนี้ใจความสำคัญเพียงแค่เรามองหาแนวโน้มที่เราต้องการจะเข้าเทรดและก็เพียงแค่ตามมันไปแค่นี้ก็ได้กำไรแล้ว ซึ่งแนวโน้มนั้นก็มีหลายระยะตั้งแต่ ระยะยาว, ระยะกลาง และระยะสั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเทรดสไตล์ไหนและสั้นยาวแค่ไหน และควรใช้ Time Frame ที่สูงกว่าเพื่อบอกแนวโน้ม เช่น เล่นระยะกลางให้ใช้ กราฟ Weekly ถ้าเล่น Day trade ให้ใช้ Daily เป็นต้น
- Find the low and high of it: ใจความของข้อนี้ไม่ยาก ก็คือ การหาแนวรับ – แนวต้าน เพราะจุดซื้อที่ดีที่สุดจะอยู่ใกล้ๆ กับแนวรับ ซึ่งมักจะนำจุดต่ำสุดสัมพัทธ์ก่อนหน้า (Low เดิม) มาใช้เป็นแนวรับ และ จุดขายที่ดีที่สุดจะอยู่ใกล้ๆ กับแนวต้าน ซึ่งมักจะนำจุดสูงสุดสัมพัทธ์ก่อนหน้า (High เดิม) มาใช้เป็นแนวต้าน หากราคาทะลุ (Breakout) แนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับก็ต่อเมื่อราคานั้นย่อลงมาแล้วไม่หลุด ในทางกลับกันเมื่อราคาหลุดแนวรับและราคาขึ้นไปทดสอบแล้วไม่ผ่านแนวรับนี้ก็จะกลายเป็นแนวต้าน
- Know How far to backtrack: เมื่อเราทราบแล้วว่าเราจะเทรดในแนวโน้มไหน ทีนี้อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าธรรมชาติของแนวโน้มนั้นไม่ได้ขึ้นหรือลงเป็นเส้นตรงตลอดแต่จะขึ้นและลงสลับกันในแนวโน้ม โดยในแนวโน้มขาขึ้น การย่อลง(retracement) นั้นมักจะอยู่บริเวณ 50% ของ Fibonacci (ทั่วไป), 33% (น้อยสุด) และ 62% (มากที่สุด) ของแนวโน้ม ซึ่งJohn Murphy กล่าวว่าเราสามารถใช้พฤติกรรมดังกล่าวมาใช้ในการหาจุดซื้อได้
- Draw the line: Trend Lines ถือเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการบอกแนวโน้ม สำหรับในแนวโน้มขาขึ้นจะลากระหว่างจุดต่ำสุด 2 จุด และในแนวโน้มขาลงจะลากระหว่างจุดสูงสุด 2 จุด John Murphy แนะนำการใช้Trend Lines ว่า การใช้ 2 จุดนี้ยังไม่มีน้ำหนักมากนัก ถ้าจะให้ดีควรยืนยันด้วยจุดที่ 3 เพราะ Trend Lines ยิ่งผ่านหลายจุดจะยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น และหากราคาหลุด Trend Lines นั่นแสดงว่ามีโอกาสที่แนวโน้มจะเปลี่ยน

- Follow that Average: กฎข้อนี้ต้องการจะบอกว่า Moving Average สามารถนำมาใช้หาจุดซื้อ – จุดขายได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยบอกการเคลื่อนไหวของแนวโน้มเดิมที่เกิดขึ้นและการเปลี่ยนแนวโน้มได้อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็บอกได้แค่ขั้นต้นเท่านั้น ไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน 100 %
- Learn the Turns: indicator ยอดฮิตอย่าง RSI. และ Stochastic ซึ่งเป็น indicator ประเภท Oscillator นั้นสามารถนำมาใช้บอกภาวะ Overbought และ Oversold ได้ ภาวะทั้ง 2 นี้จะเป็นตัวบอกว่า การย่อ (Retracement) และ การขึ้น (Rallies) ของราคานั้นจะมีโอกาสเกิดการกลับตัว (ในแนวโน้มนั้น) เมื่อไร โดยทั่วไปนักลงทุนนิยมใช้ RSI. 14 วัน และStochastic 9, 14 วัน และที่สำคัญ การเกิด Divergence ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ทราบถึงการกลับตัวของตลาดได้เช่นกัน
- Know the warning signs: MACD indicator ที่ Gerald Appel พัฒนาขึ้นจากการนำ Moving Average 2 เส้นมาตัดกันนั้นสามารถนำมาใช้บอกสัญญาณซื้อและขายได้ ซึ่ง John Murphy แนะนำว่า Time Frame Weekly จะให้สัญญาณได้ดีกว่า Daily และ MACD Histogram ที่เกิดจากการนำระยะห่างระหว่าง เส้น MACD 2 เส้นมาสร้างเป็นกราฟแท่งจะช่วยเป็นสัญญาณเตือนในการเปลี่ยนแนวโน้มได้ดีอีกด้วย
- Trend or Not a Trend: จะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดอยู่ในช่วงที่เป็น แนวโน้ม (Trend) หรือไม่เกิดแนวโน้ม (Non-Trend) John Murphy บอกว่า เราสามารถนำ ADX indicator มาช่วยบอกได้เช่นกัน และยังสามารถบอกได้ว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นนั้นแข็งแกร่ง (คือ มีโอกาสจะขึ้นต่อไปอีก) หรือ อ่อนแอ (คือ เปราะบางและร่วงได้ง่าย) ได้อีกด้วย
- Know the Confirming Signs: เรียนรู้การยืนยันสัญญาณต่างๆ เช่น การใช้ Volume ในการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นเพราะ การมี Volume เฉลี่ย ที่เพิ่มขึ้นในจะช่วยให้ทิศทางการขึ้นในครั้งนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากVolume เฉลี่ย ลดลงในขณะที่ราคาขึ้นไปสูงอาจเป็นสัญญาณว่าราคาใกล้มาถึงจนสิ้นสุดและอาจจะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะเวลาต่อมาได้
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ครบแล้วทั้ง 10 ข้อหวังว่าจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจได้มากขึ้นนะครับ ว่า เครื่องมือไหน เหมาะที่จะใช้บอกอะไร จะได้ไม่ใช้เครื่องมือผิดประเภท ซึ่งบางเครื่องมือ ก็มีความสามารถหลากหลายก็สามารถใช้แทนกันได้ครับ ไม่ต้องใช้หมด ขอให้เราอ่านและตีความหมายเป็น ที่สำคัญเครื่องมือนั้นต้องเหมาะกับสไตล์ หรือ จริต ของเราด้วย เพราะอย่างที่บอกไม่มีเครื่องมือไหนที่จะบอกได้ถูกต้อง 100 % อย่างแน่นอน แล้วพบกับบทความตอนใหม่ ๆ กันที่investmentory.com อีกเช่นเคย ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ
Credit:
คีตสังโยชน์ วงษ์ขุนเณร (โดม) http://www.investmentory.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

