แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

17 มิถุนายน 2559

จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 1 /2

การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเพียงแนวทางหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ว่าเราจะซื้อหรือขายเท่านั้น ต่อให้เรามีความรู้เยอะๆ เราก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ แต่แนวความคิดในการเล่นหุ้นนั้นสำคัญที่สุด หรือ การมีจิตวิทยาการลงทุนที่ถูกต้อง

ตลาดหุ้นเป็นตลาดดูดเงินเม่าโดยเฉพาะ แต่มันเป็นตลาดที่หอมหวล เพราะกำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก่อนจะกำไรเรามักจะขาดทุนก่อน จนบางคนออกจากตลาดไปเลย มีนักลงทุนเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร 10% ที่เท่าทุน แต่ 80% หมดตัว เงินไปไหนหมด ก็ไปอยู่กับคนที่กำไรไงครับ ทำให้เม่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้กำไรบ้าง เพื่อจะได้เอาเงินจากคน 80% นั้น ทั้งๆ ที่เราเองนั่นแหละเป็น 80% นั้นมาก่อน ทำไมเราถึงขาดทุนทั้งๆ ที่เรามีความรู้มากมาย นั่นส่วนใหญ่เป็นเพราะการไม่รู้จักว่าตัวเราเป็นใคร หรือ การไม่มีจิตวิทยาการลงทุน นั่นเอง เช่น หากเราเป็น VI แต่เราเข้าเร็วออกเร็ว แบบนี้ไม่ใช่ VI ละ กลายเป็น VIVI เราต้องมาเรียนรู้การจะเป็น VI หรือ VIVI กันอย่างถูกวิธีกันก่อนครับ

เม่า 4 ขั้น มีอะไรบ้าง ผมเองยังเป็นเม่าอยู่เลยครับ เราถึงยังต้องศึกษาอยู่ ผมคิดว่าผมเป็นเม่าขั้นที่ 3 ครับ แล้วคุณหละอยู่ขั้นไหน เราจะแก้ความเป็นเม่าสู่ความเป็นเทพยังไงดี :) เรามารู้จักแมงเม่ากันหน่อยมั้ย

แมงเม่า คือ กลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรที่ชื่นชอบความเสี่ยง เล่นหุ้นตามข่าว ตามกระแส มีทั้งเก่งและไม่เก่งคละกันไป
  • เม่าขั้นที่ 1 เป็นแมงเม่าขั้นแรก มักมองโลกในแง่ดี ผมก็เป็นนะ ตอนเล่นหุ้นแรกๆ มักจะกำไรช่วงแรกๆ เชื่อคนที่เชียรหุ้น เพราะไม่รู้อะไร ต่อมาก็ขาดทุนบ่อยๆ เราก็ลงทุน VI ทำไมขาดทุนหละ
  • เม่าขั้นที่ 2 เป็นเม่าที่ผ่านการขาดทุนทำให้เรียนรู้ความเจ็บปวด เริ่มเรียนรู้ความเสี่ยง หาความรู้เพิ่มเติม พอเป็นก็รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ชอบโชว์พาว แต่จริงๆ อาจจะเข้าใจผิด ทำให้เกิดความมั่นใจเกินเหตุ cut loss ไม่เป็น พอมีกำไรก็รีบขายเพราะกลัวกำไรหด กลายเป็นขายหมู พอขาดทุนก็รีบ stop loss เพราะเรียนมา สุดท้ายจุดที่ stop loss เป็นเป็นจุดกลับตัว เห็นหุ้นขึ้นก็วิ่งเข้าใส่อีก กลายเป็นติดดอย ทำให้ขาดทุนซ้ำซากจากการเด้งเฉยๆ แล้วลงต่อ
  • เม่าขั้นที่ 3 หาทางพัฒนาตัวเอง พยายามใช้ระบบเทรดที่สร้างมาจาก indicator ต่างๆ เช่น rsi, macd, bb, ELW พอจะอยู่รอดได้บ้างกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง เพราะยังไม่เชื่อในสัญญาณทางเทคนิคแต่ชอบเดามากกว่า ทำตามระบบไม่ได้ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ยังไม่มี money management ที่ดีพอ
  • เม่าขั้นที่ 4 เป็นเม่าที่พัฒนามานาน อยู่ในตลาดมาหลายปี ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาเยอะ เข้าใจสัจธรรม วิเคราะห์เก่ง มีวินัยการลงทุน เชื่อระบบเทรด เชื่อปัจจุบันมากกว่าอนาคต ไม่โชว์พาว
บทความข้างบน บางส่วนอ้างอิงจากคลิปที่คุณนิพนธ์ออกรายการ stop loss และใส่ความเห็นของผมเข้าไปครับ

วันนี้ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการจาก บล.ไอร่า ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการลงทุน QIQP ที่คุณจะได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาการลงทุนจากรายการ Stop Loss Weekend จะมีต่ออีก 3 ตอน คอยติดตามกันครับ คุณนิพนธ์เป็นหนึ่งใน idol ของผมเลย ลองรับชมกันดูครับ


 ที่มาข้อมูล:
Facebook เบิร์ด-ส่องหุ้น
youtube
Stop Loss Weekend 26-7-57



จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 2 /2

จากตอนที่แล้ว แมงเม่าคือผู้ล้มเหลวในการลงทุน 80% ขาดทุนหมดตัว มีเพียง 10% เท่านั้นที่กำไร คราวนี้มาดูว่าอะไรเป็นสาเหตที่ทำให้แมงเม่าเป็นแบบนั้น เรามาดูอาการก่อนการวินิจฉัยโรค ผมสรุปมาโดยอ้างอิงจาก video ที่คุณนิพนธ์พูดเอาไว้ เพื่อให้พวกเราได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ ลองดูวีดีโอนี้

อารมณ์ของแมงเม่า

แมงเม่ามักจะเข้าทำการซื้อขายตามความเคยชินในอดีต โดยขาดสติ มีอารมณ์ ความโลภและความกลัวเป็นที่ตั้ง มีการซื้อขายหุ้นตามข่าว หรือ เชื่อตามที่นักวิเคราะห์บอกมา ชอบซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงๆ และขายล้างพอร์ตเมื่อลงแรงๆ หากขาดทุนก็มักจะพยายามเอาคืนเดี๋ยวนั้น แมงเม่ามักอยากรู้ว่าทำไมตลาดลงหลังจากตกใจขายหุ้นไปแล้ว “รู้งี้” ไม่ขายดีกว่า

ความเชื่อของแมงเม่า

แมงเม่ามักเชื่อว่านักวิเคราะห์จะทำให้ตัวเองรวยได้ ชอบคนที่มีความคิดเห็นตรงกับตัวเอง มักเชื่อหมอดู มักโทษคนอื่นที่ทำให้เสียหาย มักเป็นพวกวิตกจริต ชอบวันที่หุ้นบวก เกลียดวันที่หุ้นลบ

พฤติกรรมการถือหุ้น

แมงเม่ามักตัดสินใจซื้อหุ้นเร็ว และชอบถือหุ้นระยะสั้นมาก ไม่เกิน 3 วัน ไม่ชอบ let profit run แต่จะถือหุ้นนานๆ เมื่อติดดอยโดยไม่คิดแก้ไขใดๆ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าได้กินปันผล เพราะ cut loss ไม่เป็น ทำให้ let loss run หลายๆ ครั้งมักซื้อหุ้นตัวเดียวเต็มพอร์ท แมงเม่ามักจะชอบแหกกฏตัวเอง พอขึ้นถึงเป้าแล้วก็ไม่ขาย ปรับเป้าไปเรื่อยๆ ทำให้ขาดความระมัดระวังเวลากำไรมากๆ แมงเม่ามักจะขายหุ้นที่มีกำไรออกไปและถือหุ้นที่ขาดทุนไว้แทน เพราะไม่อยากขาดทุนแมงเม่าเชื่อว่ามีทฤษฎีที่ทำให้ตัวเองกำไรจากตลาดหุ้นทุกวันได้ ชอบใช้กราฟเทคนิครายนาทีในการซื้อขาย ซึ่งปกติต้องใช้กราฟ month กราฟ week ในการลงทุนระยะปานกลาง การใช้กราฟ day ยังเป็น time frame สำหรับเก็งกำไรอยู่

พฤติกรรมการเลือกหุ้น
แมงเม่าชอบเล่นหุ้นตัวเล็กๆ มักจะซื้อหุ้นตัวเดิมๆ ที่เป็นหุ้นปั่น หุ้นเน่า ไม่รู้ว่ากิจการหุ้นที่ซื้อว่าทำอะไร ซื้อๆไปก่อน เดี๋ยวมันก็ปั่น ชอบเล่นในอุตสาหกรรมเดิมๆ แม้ว่ามันจะตกไปแล้ว Sunset

มาดูทางทฤษฎีกันบ้าง ทางการแพทย์มีการศึกษาเอาไว้แล้ว เมื่อปรับมาใข้กับเรื่องหุ้นจะเป็นอย่างไง เรามาศึกษาเรื่องจิตใจกันหน่อย ทำให้มันถึงมีผลกับเรานัก

จิต คืออะไร จิตเป็นพลังงานที่อาศัยอยู่ในร่างการ เป็นพลังงานที่มีความถี่คลื่นละเอียด จิตสามารถที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด
หน้าที่ของจิต
  1. ทำหน้าที่รับสิ่งที่มากระทบแล้วปรุงแต่งอารมณ์
  2. ทำหน้าที่สั่งสมองให้คิด สั่งกายให้ทำงาน
  3. ทำหน้าที่สะสมผลของการกระทำ
จิตมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของนักลงทุน สาเหตหลักที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เสียหายจากการลงทุนและไม่สามารถกลับมาลงทุนให้ประสบความสำเร็จคือ การกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia
การลงทุนที่ผิดพลาดแต่ต้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกลัว และเข็ดจนไม่กล้าลงทุนอีก อาจจะหันหลังให้ตลาดหุ้นตลอดไป

1. อาการที่เกิดของ Risk Aversion Phobia คือ

1.1. Disposition effect อาการความกลัวความเสียใจจากการลงทุน เช่น
  • ขายหุ้นที่มีกำไรออกไปจนหมด และ ถือหุ้นที่ขาดทุนไว้
  • ขายหมู แล้วกลับไปซื้อหุ้นเดิมอีกในราคาที่สูงขึ้น เพราะกลัวหุ้นขึ้นแรง
  • ถือหุ้นที่ขาดทุน ไม่กล้า cut loss
  • จะเกิดพฤติกรรมอาการอ้างอิงราคา reference point
1.2.  Endowment Effect กลัวเสียใจเมื่อเกิดรายการซื้อขาย
  • ทำให้ตั้งราคาขายหุ้นสูงกว่าความเป็นจริง หรือ ตั้งราคาซื้อหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ไม่ได้หุ้นหรือขายหุ้นก็ไม่ได้ เพราะกลัวว่าหากขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้นต่อ เป็นอาการจิตหลอนที่เกิดจากความเสียใจจากการขาดทุน
1.3.  Cognitive Dissonance อาการไม่ยอมรับความจริง
  • ไม่ยอมรับว่าหุ้นกำลังจะลง เช่น SET 1650 จุด แต่จะเชื่อว่าหุ้นลงเมื่อลงใกล้จบแล้ว ทำให้ไม่ยอมขายหุ้น จะยอมขายก็ตอนลงใกล้จบแล้ว และจะไม่เชื่อว่าหุ้นขึ้นจนกว่าหุ้นจะขึ้นจบแล้ว SET 1200 จุด ขณะนี้ 1530 จุดค่อยจะมาซื้อหุ้นตอนปลายๆขาขึ้น
1.4. Sunk Cost Effect  อาการคิดถึงต้นทุน
  • จะคิดถึงต้นทุนในอดีตที่ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อยู่ตลอดเวลา ต้นทุนก็คือการขาดทุนนั่นเอง
1.5. Status Quo Bias อาการเพิกเฉย
  • มีแนวโน้มเพิกเฉยต่อการลงทุนที่ผิดพลาด ไม่รู้ไม่ดูไม่เห็นไม่ขาดทุนระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกกระตุ้นให้ขายขาดทุน ก็จะเกิดอากากลัวความเสี่ยงในที่สุด
2. พฤติกรรมของนักลงทุนที่นำไปสู่โรคการกลัวความเสี่ยงจนเป็นอาการทางจิต ที่เรียกว่า Risk Aversion Phobia

2.1 Overconfidence มั่นใจในตัวเองเกินไป ทำให้นักลงทุนคิดว่าความรู้ตัวเองมีมากพอ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป
  • มั่นใจในตัวเองสูงเกินไป ทำให้ตีข้อมูลผิดพลาด นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในรูปแบบการซื้อขายหุ้นบ่อยเกินไป เกิดภาพลวงของความรู้ โดยเชื่อว่ามีความรู้มากคาดการณ์ตลาดได้ถูกต้องมากกว่าข้อมูลน้อย โดยแยกข่าวกับข้อมูลออกจากกันไม่ได้
  • พอร์ตของนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูงมักจะมีหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง และมักจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก และไม่กระจายความเสี่ยง
  • การถือหุ้นอยู่สร้างภาพลวงตาอของการมีอำนาจควบคุมผลตอบแทนของหุ้น
2.2 Trying to break even effect
  • หลังจากขาดทุนหุ้นมามากแล้ว นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลงทุนโดยเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นอีกเพื่อที่จะเอาคืน เช่น ขาดทุนหุ้นพื้นฐานเลยเอาคืนจากหุ้นเก็งกำไรหรือหุ้นปั่น เพราะต้องการทุนคืนโดยเร็ว
2.3 House Money Effect กล้าเสี่ยงบนความสูง
  • ลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากที่ได้กำไรช่วงก่อนหน้า เพราะรู้สึกว่าเงินนั้นเป็นเงินกำไรที่ได้จากคนอื่น ผลคือทำให้ซื้อหุ้นราคาสูงเสี่ยงต่อการติดดอย
  • พฤติกรรมเหล่านี้จะไปเสริมพฤติกรรม overconfidence เพราะนักลงทุนมั่นใจเกินขนาด ซื้อขายหุ้นบ่อยที่บนความเสี่ยงสูงๆ
  • เมื่อได้กำไรจากหุ้นซิ่ง ก็เริ่มได้ใจ ไม่ระมัดระวังการลงทุน กล้าเอากำไรมาเล่นกับมันอีก แต่เจ้าเลิกเล่นไปแล้ว สุดท้ายหุ้นลงแรง และในที่สุดก็ต้องขายขาดทุนหรือติดดอยไปอีกนานแสนนาน ทำให้หมดตัว
 2.4 Familiarity ลงทุนโดยใช้ความคุ้นเคย
  • นักลงทุนมักเลือกหุ้นที่คุ้นเคย กล้าซื้อโดยไม่วิเคราะห์ก่อน กล้าซื้อหุ้นในกลุ่มที่เคยเล่นแม้จะมันจะตกไปแล้วเป็นขาลง หรือสนใจลงทุนหุ้นในประเทศมากกว่าต่างประเทศ
  • ความคุ้นเคยเชิงพฤติกรรม เช่น ความเคยชินกับตัวหุ้น ความเคยชินกับตลาดหุ้น ความเคยชินกับความผันผวนของหุ้น
2.5 Social Interaction ลงทุนโดยโลก Social นำพาไป
  • เมื่อเกิดอาการ Risk Aversion Phobia ทำให้ขาดความมั่นใจในการลงทุน ก็จะพยายามหาคนช่วย เช่น ฟังความเห็นของนักวิเคราะห์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อนในเฟส ในไลน์ ที่มีความเห็นตรงกับตัวเอง โดยไม่ได้ดูเลยว่าพวกเขาก็คิดวิเคราะห์ผิดเหมือนกัน แม้จะมีใบอนุญาตในการวิเคราะห์ก็ตาม

สำหรับผม ผมยอมรับว่าตัวเองยังคงเป็นเม่าอยู่เลย คงต้องหาทางรักษาให้หายละครับ แล้วคุณหละเป็นยังไงครับ ตรงใจมั้ยคราวหน้ามาต่ออีกครับ ว่าคุณเป็นใคร คุณจะแก้ไขตัวเองได้หรือไม่ คุณจะกลับมากำไรได้หรือไม่


 ที่มาข้อมูล:
Facebook เบิร์ด-ส่องหุ้น
youtube
Stop Loss Weekend 26-7-57

จิตวิทยา กับ การลงทุนให้ตลาดหุ้น

ตอนที่ 1/4 :  ทำไมคนส่วนใหญ่ลงทุนหุ้นแล้วขาดทุน



ตอนที่ 2/4 :  อาการของแมงเม่าในตลาดหุ้น



ตอนที่ 3/4 :   6 จริต"ของคน กับการลงทุนในหุ้น



ตอนที่ 4/4 อาการของแมงเม่าในตลาดหุ้น

จิตวิทยาและการลงทุน

เมื่อกล่าวถึงจิตวิทยาและการลงทุนในเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เรามักจะหมายถึง พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีทฤษฎีที่เฉพาะเจาะจง หรือพิสูจน์ความถูกต้องได้ยาก ยังไม่มีผู้ใดที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการลงทุนโดยตรง เนื่องจากแต่ละคนมีพฤติกรรมแตกต่างกันไป แต่ถ้านักลงทุนจำนวนมากมาอยู่ในตลาด ความคิด ความอ่านคล้ายกัน พฤติกรรมลงทุนจะสอดคล้องในลักษณะเดียวกัน เราเรียกว่า “จิตวิทยามวลชน”



คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจจิตวิทยาการลงทุนมากนัก โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ และเชื่อว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เป็นนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานนับ 10 ปี โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ลงทุนมาพอสมควร และต้องรู้จักสังเกตความเคลื่อนไหวของตลาดหรือราคาหุ้น "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด แต่ถ้ารู้จักตัวเอง รอดได้ในการลงทุนในตลาดหุ้น"

การลงทุนให้ได้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการนั้น เป็นเรื่องส่วนบุคคลของนักลงทุนแต่ละรายขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความพึงพอใจ อายุ ผลตอบแทนความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ข้อมูลการลงทุนเกี่ยวกับหุ้นของบริษัทในตลาด มีอยู่มากมาย แต่ทำไมนักลงทุนส่วนใหญ่จึงไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ในขณะที่พบว่าการเรียนรู้และเข้าใจจิตวิทยาการลงทุน มีประโยชน์อย่างมาก และเป็นปัจจัยที่ทำให้กลายเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวย จึงมีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนบางคนมองว่า จิตวิทยาการลงทุนมีส่วนถึง 90% ต่อการประสบความสำเร็จ ในขณะที่ความรู้อื่นๆ มีส่วนเพียงแค่ 10% เท่านั้น ...ถึงแม้ว่าจะวัดคำนวณเป็นสัดส่วนไม่ได้ชัดเจนแต่ก็สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเรื่องจิตวิทยาการลงทุนอยู่มากทีเดียว และน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนเพียง 5-10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาว

นักลงทุนทุกคน ไม่มีใครที่ไม่ต้องการประสบความสำเร็จจากการลงทุน ดังนั้น เมื่อเข้าซื้อหุ้นใดก็ตาม ต่างก็ต้องการให้หุ้นที่ซื้อนั้นขึ้นทันที แม้จะไม่มั่นใจ 100% แต่ก็ไม่มีนักลงทุนคนใดปรารถนาให้หุ้นที่ซื้อราคาปรับตัวลง ดังนั้น เมื่อซื้อหุ้นด้วยความเชื่อมั่น ความเสี่ยงก็จะลดลง จึงควรหาศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนเข้าซื้อหุ้น ในขณะที่นักลงทุนที่ซื้อหุ้นด้วยการเก็งกำไร มักจะไม่ต้องการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับตัวหุ้น หรือบริษัทมากนัก เพียงแต่อาศัยจังหวะซื้อขายทางเทคนิคประกอบ และมักจะขายหุ้นเมื่อมีกำไรในช่วงสั้น และขายหุ้นออกทันทีเมื่อพบว่าเกิดความผิดพลาด

จิตวิทยาการลงทุนไม่ใช่เป็นการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้นักลงทุนคนอื่น แต่เป็นการเรียนรู้พฤติกรรมการลงทุนของตัวนักลงทุนเอง หรือต้องหาความรู้จากจิตใจของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะหาความรู้อื่นๆ จากภายนอก

จัดการความโลภ และความกลัว

จิตวิทยาการลงทุนมักจะเกี่ยวข้องกับความโลภและกลัว 2 สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมของนักลงทุน ซึ่งมักจะมีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน หรือล้มเหลวในการลงทุน
“ความโลภ” จะทำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ หรือมักจะไม่พอใจกับกำไรที่ได้แต่อยากได้กำไรมากขึ้นไปอีก ในขณะที่ “ความกลัว” ทำให้นักลงทุนขายหุ้นเร็วเกินไป

ความแตกต่างของนักลงทุนที่สำเร็จและล้มเหลว

สุภาษิตที่กล่าวว่า “ตาบอดคลำช้าง” ใช้ได้เช่นเดียวกันกับการลงทุน นักลงทุนพวกแรกมองว่าหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นโอกาสดีที่จะซื้อได้ในราคาถูก แต่อีกพวกหนึ่งกลับมองว่าหุ้นที่ปรับตัวลง เป็นหุ้นที่กำลังแย่ มุมมองที่แตกต่างกัน ของนักลงทุนจึงทำให้เกิดพฤติกรรมการลงทุนที่ล้มเหลวหรือสำเร็จ นี่เป็นบางตัวอย่างที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่ม

นักลงทุนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ขายหุ้นตามผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนอยู่ใกล้ตลาดมากเกินไป อาจทำให้เกิดเรารู้สึกว่าควรจะต้องขายหุ้นตามนักลงทุนส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะทำให้เขาขายหุ้นในราคาที่ลงเกือบจะต่ำสุดแล้ว ในขณะที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนน้อยที่มักจะมองหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นถูกขายออกอย่างหนักและราคาหุ้นเริ่มต่ำเกินไปแล้ว และขายหุ้นในช่วงที่ราคาใกล้จะอยู่สูงสุด

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ต้องคิดแตกต่างจากนักลงทุนทั่วไป อย่างไรที่เรียกว่าแตกต่าง อย่างเช่น นักลงทุนส่วนน้อยที่มีความคิดว่าการลงทุนเป็นการทำธุรกิจ จึงทุ่มเทให้กับการลงทุน ศึกษารายละเอียดสิ่งที่จะลงทุน มองหาโอกาสใหม่ๆ และพยายามจำกัดความเสี่ยง มองว่าการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีอาชีพเป็นนักลงทุน (นักลงทุนมืออาชีพ) ซึ่งนักลงทุนจะต้องศึกษาหุ้นที่จะลงทุนอย่างละเอียด มีการวางแผนการลงทุนอย่างเป็นขั้นตอน ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะลงทุนตามกระแสข่าว

นักลงทุนที่ดีมีการตั้งเป้าหมายการลงทุน ด้วยการวัดออกมาเป็นตัวเลขผลกำไรที่ต้องการในระยะยาว ซึ่งโดยทั่วไปเราจะมองเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเป็นรายปี อย่างเช่น 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ลองนึกภาพว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า เงินลงทุนในหลักทรัพย์ของเราจะเป็นเท่าใด ถ้าวันนี้เราอายุ 30 ปี ดังนั้น เรามีเวลาลงทุนได้ถึง 20-30 ปี หุ้นที่ลงทุนจะเน้นในเรื่องผลกำไรจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ค่อยเน้นในเรื่องเงินปันผลเท่าใดนัก แต่ถ้านักลงทุนมีอายุ 50 ปี ระยะเวลาลงทุนที่จำกัดเพียงแค่ 10 ปี ก็จะไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงของหุ้นที่จะลงทุนได้มากนัก หุ้นที่ลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นปันผล แตกต่างจากนักลงทุนที่ล้มเหลวส่วนใหญ่ ซึ่งมองเพียงแค่การทำกำไรระยะสั้นเพียงวันต่อวันเท่านั้น และมักจะต้องหาหุ้นซื้อขายอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเห็นประโยชน์ของจิตวิทยาการลงทุนเช่นนี้แล้ว นักลงทุนที่ยังล้มเหลวและต้องการประสบความสำเร็จน่าจะลองนำมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจลงทุนในทุกๆ ครั้ง

ที่มาของข้อมูล :
http://www.tsi-thailand.org
http://www.plukrak.co.th/index.php/resources/other-articles/item/108-psychology-investment/108-psychology-investment