แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน แสดงบทความทั้งหมด
23 พฤศจิกายน 2560
บทวิเคราะห์กลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้า เตรียมเครื่องให้พร้อมสำหรับปี 2561 โดย บัวหลวง ณ วันที่ 23 พ.ย. 2560
โดย
ปวีณ์นุช ศรีตระกูล
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
Paveenuch.sri@bualuang.co.th
ผู้ได้รับประโยชน์:
บริษัทที่มีกำลังการผลิตในมือสูงสุด
กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง
ณ ปัจจุบันสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 15% (รูปที่ 1) ดังนั้น
เราจึงมองว่าโอกาสที่จะมีการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นมีจำกัด
(ยกเว้นในภาคใต้ที่ปัจจุบันมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย)
แม้ต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้าและอัตราค่าไฟฟ้าที่จ่ายให้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้ปรับลดลง
แต่ต้นทุนดังกล่าวยังมีราคาสูงกว่าไฟฟ้าที่มาจากโรงไฟฟ้าดั้งเดิม
ดังนั้นเราเชื่อว่าการจัดสรรค์พลังงานทดแทนใน PDP ฉบับปรับปรุงนั้น
ไม่น่าจะมีสัดส่วนถึง 40%
และโรงไฟฟ้าดั้งเดิมจะยังเป็นฐานหลักของการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ดังนั้น
บริษัทที่มี PPA ในมือเยอะที่สุดน่าจะยังเป็นผู้นำอุตสาหกรรม
ขณะที่ผู้เล่นรายอื่นๆตจะถูกกดดันให้ไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า
มีอะไรให้ตื่นเต้นบ้าง?
ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นมา
เราเชื่อว่าราคาตลาดได้สะท้อนกำลังการผลิตของบริษัทที่เซ็นสัญญาต่างๆแล้ว
ดังนั้นปัจจัยที่จำทำให้บริษัทโดดเด่นกว่ากลุ่มคือกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
(อาจเป็นโครงการขนาดเล็กในประเทศไทย หรือโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศ)
อีกทั้งเรามองว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีอัพไซด์จากค่า Ft
ที่สูงขึ้น
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นมาเมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา
ดังนั้นราคาก๊าซจะเพิ่มขึ้นตามมา ผู้ประกอบการที่ขายไฟฟ้า
และไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม และใช้ราคาอ้างอิงกับราคากฟภ. (ที่มีค่าไฟฟ้าฐาน +
ค่า Ft
ในสูตรค่าไฟฟ้า) จะได้ประโยชน์จากค่า Ft ที่สูงขึ้น
(รูปที่ 3) ส่วนด้านโอกาสในการขยายกำลังการผลิตในประเทศ
กระทรวงพลังงานมีแผนจะสนับสนุนโรงไฟฟ้า SPP hybrid แบบ firm
และโรงไฟฟ้า semi-firm (ที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัตถุดิบที่มาจากพลังงานทดแทน
1 แหล่งเป็นอย่างน้อย)
ส่องบริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา:
เราเลื่อนระยะเวลาการลงทุนหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่เราให้คำแนะนำทั้งหมดไปเป็นสิ้นปี
2561 โดยยังให้น้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด”
เนื่องจากภาพการเติบโตของบริษัทในกลุ่มฯ มีผสมกันไป
เราแนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มโดดเด่นในสี่ด้าน – กำลังการผลิตเติบโต,
กำไรเติบโต, อัพไซด์ต่อผลประกอบการ, และมูลค่าหุ้น
เราเริ่มต้นทำการวิเคราะห์
BGRIM
ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 32 บาท ทั้งนี้เราให้ BGRIM
เป็น หุ้นที่เราชอบมากที่สุดสำหรับการลงทุนในปี 2561
จากกำไรที่เติบโตโดดเด่นสุด และมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรมากที่สุดในกลุ่ม
(รายละเอียดอยู่ด้านล่าง) อีกทั้งเราแนะนำ “ซื้อ” EGCO โดยให้ราคาเป้าหมายที่
260 บาท หนุนโดยภาพกำไรปี 2561 ที่เติบโตดี และมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับน่าลงทุน
ในทางกลับกัน เราคงคำแนะนำ “ถือ” BPP (ราคาเป้าหมาย 29.25
บาท) และ RATCH (ราคาเป้าหมาย 56 บาท) เราคาดกำไรปี 2561 ของ
BPP เติบโต 9.5% และ RATCH โต 20.1%
หลักๆเนื่องจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าหงสาที่ดีขึ้น (ทั้งสองบริษัทถือ 40%
ในโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,878 เมกะวัตต์ในประเทศลาว) แต่เรามองทั้งสองบริษัท
ยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นอื่นในระยะสั้น นอกจากนี้เรามองผลประกอบการปี 2561 ของ GLOW
(ถือ ราคาเป้าหมาย 91 บาท) จะหดตัวลงจาก PPA ที่หมดอายุ
แต่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีสุดในกลุ่มอาจหนุนราคาหุ้นได้บ้าง สำหรับ GPSC
เราปรับลดคำแนะนำลงจาก “ถือ” เป็น “ขาย” ด้วยราคาเป้าหมาย 55 บาท
เนื่องจากมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง (PEG ปี 2561 อยู่ที่ 1.6
เท่า สูงที่สุดในกลุ่มฯ)
BGRIM: เติบโตโดดเด่นที่สุดรอบด้าน
โดยปกติแล้ว
กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้กำไรเติบโต ซึ่งในปี 2561
BGRIM เป็นบริษัทที่มีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยมี SPP
เพิ่มขึ้น 3 แห่ง รวม 221 เมกะวัตต์
ส่งผลให้กำลังการผลิตขยายตัวขึ้น 24.8% ในทางตรงข้าม บริษัทในกลุ่มฯ
มีกำลังการผลิตเติบโตเฉลี่ยเพียง 5.2% เราคาดผลประกอบการของ BGRIM จะกระโดดสูงขึ้น 24% YoY เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่
6.7% อีกทั้ง BGRIM มีสัดส่วนกำลังการผลิต SPP มากที่สุดในพอร์ตที่ 93% เทียบกับ GLOW ซึ่งมีสัดส่วนดังกล่าวรองลงมาที่
58% ดังนั้น BGRIM จะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากค่า Ft
ที่สูงขึ้นมากที่สุด เราประเมินคร่าวๆว่า ทุกๆ 10 bps ที่ค่า Ft สูงกว่าสมมุติฐานอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีกรณีพื้นฐานของเราที่
2.3% (ค่าเฉลี่ยในอดีต) กำไรของบริษัทจะสูงขึ้นประมาณ 0.5% และส่งผลให้ NAV
เพิ่มขึ้นประมาณ 0.50 บาท/หุ้น นอกจากนี้ BGRIM เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเราที่มีแผนจะเข้าประมูลกำลังการผลิตพลังงานทดแทนที่ในเร็วๆนี้
หากเปรียบเทียบราคาหุ้นต่อกำไร
PEG
ปี 2561 ของ BGRIM อยู่ที่ 1.1 เท่า
ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 1.2 เท่า (เราไม่นำ GLOW มาคิดรวมด้วย
เนื่องจากกำไรของบริษัทมีแนวโน้มติดลบในปีหน้า) เนื่องจาก BGRIM เพิ่งจดทะเบียนใน SET ปีนี้
เราจึงยังไม่มีสถิติอัตราเงินปันผลจ่ายในอดีต
ทั้งนี้นโยบายการจ่ายปันผลขั้นต่ำของบริษัทอยู่ที่ 40%
แต่เราเชื่อว่ามีอัพไซด์จากตัวเลขดังกล่าว จากผลการดำเนินงานนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันที่น่าพอใจ
เราได้สรุปบริษัทต่างๆในกลุ่มฯ ที่เราให้คำแนะนำ (รูปที่ 4)
และจำลองสถานการณ์สำหรับเงินปันผลจ่ายของ BGRIM (รูปที่ 5)
28 พฤษภาคม 2558
กำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ Earning Per Share (EPS) และข้อจำกัดของ EPS
กำไรสุทธิต่อหุ้น = Earning Per Share : EPS
ส่วนของกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่แบ่งเฉลี่ยให้แก่หุ้นสามัญแต่ละหุ้นซึ่งมีสูตรคำนวณ ดังนี้
กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิของบริษัท
______________________
จำนวนหุ้นสามัญที่เรียกชำระแล้วของบริษัท
ข้อจำกัดของ EPS
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมักจะใช้กำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) เป็นตัวแปรที่สำคัญในการประเมินมูลค่าหุ้นหรือความสามารถในการทำกำไรของบริษัท แม้ว่า EPS จะสามารถนำไปใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นได้ แต่ก็มีข้อจำกัดในการนำไปใช้ซึ่งนักลงทุนอาจมองข้ามไปเช่นกัน
โดยทั่วไปแล้ว EPS แบ่งออกได้หลายประเภท นักลงทุนจึงควรทำความเข้าใจก่อนว่า EPS แต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร และการนำไปใช้นั้นมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
EPS สามารถคำนวณได้โดยการนำกำไรสุทธิหลังหักภาษีหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญของบริษัท
EPS แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
- Basic EPS สามารถคำนวณได้โดยการนำกำไรหลังหักภาษีและเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญของบริษัท
- Diluted EPS มีวิธีการคำนวณที่มีความซับซ้อนกว่า Basic EPS และมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ Basic EPS เสมอ เพราะเป็นกำไรที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับต่อหุ้น ในกรณีที่หลักทรัพย์ที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นของบริษัทได้ เช่น ออปชั่น (Option) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Notes) ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้นจนหมด (กรณีมากที่สุด) ซึ่งจะทำให้ EPS มีค่าลดลงจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ Diluted EPS จะแสดงให้เห็นถึงกำไรต่อหุ้นขั้นต่ำที่บริษัทสามารถสร้างแก่ผู้ถือหุ้นได้
- 3.Adjusted EPS เป็นอัตราส่วนที่มักใช้ในการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทผ่านทางงบการเงินหรือสื่อต่างๆ Adjusted EPS เป็นการคำนวณ EPS โดยใช้เฉพาะตัวเลขกำไร(ขาดทุน)จากการดำเนินงานหลักตามปกติของบริษัทเท่านั้น ไม่นับรวมกำไร(ขาดทุน)จากกิจกรรมอื่นซึ่งมิใช่การดำเนินงานหลักของบริษัท (รายการพิเศษ: Extraordinary items) เช่น ค่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ กำไร(ขาดทุน)จากการขายบริษัทในเครือ เป็นต้น มาหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญของบริษัท การไม่นับรวมกำไร(ขาดทุน)เพื่อคำนวณ Adjusted EPS นี้จะมาจากการตัดสินใจจากฝ่ายผู้บริหารว่ารายได้หรือค่าใช้จ่ายใดควรจะเป็นรายการพิเศษของบริษัทบ้าง กล่าวในอีกแง่ก็คือ บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนค่า EPS ได้ ทำให้ EPS อาจมิได้สะท้อนถึงตัวเลขที่มาจากมาตรฐานทางบัญชีในงบการเงิน ดังนั้นนักลงทุนควรจะทำความเข้าใจถึงที่มาและข้อจำกัดของการใช้ Adjusted EPS และตัดสินใจเองว่าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นควรจัดเป็นรายการพิเศษนอกเหนือจากการดำเนินงานหรือไม่ก่อนตัดสินใจลงทุน
ข้อจำกัดของ EPS ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการประเมินผลการดำเนินงานของบริษัท
- การที่บริษัทเปลี่ยนแปลงนโยบายทางบัญชี อาจทำให้มีผลกระทบต่อกำไรของบริษัท ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ EPS เปลี่ยนแปลงได้แม้ว่ากิจกรรมการดำเนินงานจะไม่ได้เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางบัญชีจากเดิมที่เคยมีนโยบายการบันทึกต้นทุนแบบ LIFO (Last In, First Out) มาเป็นนโยบายการบันทึกต้นทุนแบบ FIFO (First In, First Out) ย่อมทำให้กำไรของกิจการเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ EPS เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แม้ว่าบริษัทจะมีรายได้ และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตคงที่ก็ตาม
- การที่นักลงทุนพิจารณาเพียงแค่อัตราการเติบโตของ EPS อย่างเดียว โดยไม่พิจารณาปัจจัยอื่น เช่น มูลค่ากิจการในตลาด และกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน สามารถทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวเลขปีก่อนหน้าที่นำมาเปรียบเทียบมีค่าน้อยหรือเป็นค่าติดลบ ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีการเติบโตของ EPS 0.10 บาท เป็น 0.20 บาท ค่า EPS ในรูปตัวเงินเพิ่มขึ้นไม่มากแต่ให้ค่าการเติบโต EPS เป็น 100% เป็นต้น
- หากบริษัทมีการซื้อหุ้นคืน จะทำให้จำนวนหุ้นที่บริษัทมีอยู่ในตลาดจำนวนลดลง จำนวนหุ้นที่ลดลงนี้เอง เป็นเหตุให้ EPS มีค่าเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากพิจารณาเพียงแค่ EPS แล้วการซื้อหุ้นคืนอาจเป็นผลดีเพราะทำให้ EPS มีค่าสูงขึ้น แต่นักลงทุนควรจะมองให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่งว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนเพราะอะไร และก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นมากน้อยเพียงใด
- นักลงทุนบางกลุ่มอาจมองว่า แค่บริษัทสามารถทำกำไรให้ค่า EPS เพิ่มขึ้นจากปีก่อนก็พอแล้ว แต่ที่จริงแล้วต้องอย่าลืมว่าแม้แต่การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ผู้ฝากก็ยังได้รับเงินที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยออมทรัพย์ในแต่ละปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ค่า EPS ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น การเพิ่มขึ้นของ EPS ไม่ได้แปลว่ากิจการดีเสมอไปแต่เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่เราใช้คัดกรองหุ้นที่เหมาะสมในการลงทุนเท่านั้นเอง
- EPS มิได้สะท้อนถึงภาวะหนี้สินและโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ต้องพิจารณาเพื่อวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของบริษัท เช่น บริษัทที่มีแหล่งเงินทุนมาจากการก่อหนี้สูง ความเสี่ยงก็จะสูงตามไปด้วย
- การควบรวมหรือซื้อกิจการ (Merger & Acquisition: M&A) จะส่งผลโดยตรงกับ EPS ของกิจการหลังควบรวมแล้ว ซึ่งสามารถเกิดได้ 2 กรณีคือ EPS เพิ่มขึ้นเนื่องจากการซื้อกิจการเป้าหมายที่มีค่า P/E ต่ำกว่าบริษัทที่เสนอซื้อ และ EPS ลดลงจากการซื้อกิจการเป้าหมายที่มีค่า P/E สูงกว่าบริษัทที่เสนอซื้อ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของ EPS นี้เกิดจากการคำนวณทางตัวเลขเท่านั้นโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์อื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการ นักลงทุนควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆซึ่งมีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทควบคู่ไปด้วย เช่น โอกาสในการเติบโตของธุรกิจ กลยุทธ์ด้านการบริหารที่เปลี่ยนแปลงไปหลังควบรวมกิจการ การประหยัดต้นทุนทั้งในด้านการขยายสายการผลิตและการดำเนินงาน เป็นต้น
จากข้อจำกัดของ EPS ที่ได้กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนไม่ควรใช้ EPS เป็นเครื่องมือในการประเมินมูลค่าหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นมาใช้วิเคราะห์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ EPS และช่วยให้การตัดสินใจของนักลงทุนนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
See more at: http://www.morningstarthailand.com/
15 เมษายน 2557
บริษัทดี ไม่ดี ดูจากอะไร โดย stocktutors
หุ้นตัวนี้ซื้อหรือ ถือยาวได้หรือไม่ มักเป็นคำถามยอดฮิตของนักลงทุนทั่วๆไป หุ้นซึ่งเป็นตัวแทนของ บริษัทมหาชนที่นำเงินของนักลงทุนไปลงทุนในระบบเศรษฐกิจนั้น เราสามารถแยกแยะบริษัทที่ดีได้ด้วยลักษณะทางปริมาณและคุณภาพได้ นอกจากนั้นยังหาปัจจัยคุณสมบัติที่ทำให้บริษัทนั้นได้เปรียบได้
บทความมีขนาดยาวเพราะด้วยหัวข้อจำนวนมาก และส่วนมากเป็นศิลป์มากกว่าศาสตร์ที่ต้องใช้บรรยายความ ถ้าไม่คุ้นเคยกับตัวหนังสือเยอะก็ดูแต่รูปด้านล่าง แล้วเอาไปนึกดูตอนอาบน้ำ ทานข้าวก็ได้ว่าหมายความถึงอะไร แม้จะอ่านข้อความทั้งหมดก็ยังต้องนำไปต่อยอดฝึกประสบการณ์เพิ่มเติม ส่วนที่เป็นศิลป์ตีความได้หลายแง่ แม้จะมีกรอบกำหนด
บริษัทที่ดี ราคาอาจไม่น่าสนใจ ก็จะทำให้หุ้นนั้นยังไม่ดีได้ บริษัทที่ดีและราคาที่ดีจึงจะหมายถึงหุ้นที่ดีได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงส่วนแรกคือ บริษัทที่ดี ส่วนราคาที่ดีจะไม่กล่าวถึง
บริษัทที่ดีแต่ราคาไม่น่าสนใจ สิ่งที่นักลงทุนทำได้คือเฝ้าติดตาม จนราคาน่าสนใจซึ่งจะต่างจากการ
หาหุ้นที่ราคาน่าสนใจ แต่อาจไม่ดี จะซื้อของที่ถูกแต่ไม่ดีมาหวังให้กลายเป็นบริษัทดีก็คงไม่ดีแน่
แต่หลักการ หุ้นดี=บริษัทดี+ราคาดี ก็จะใช้ได้เสมอ
ในหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ราคาวิ่งขึ้นตามราคา commodity เป็นลักษณะราคาดี คือถูกทุ่มลงมาข้างล่างหนักมาก แต่บริษัทไม่ได้ดีจริง คือถ้าถูกลากขึ้นสูงยังก็ต้องกลับสูสามัญ
เราจะไม่เรียกบริษัท commodity ว่าเป็นบริษัทดี เป็นแค่บริษัทพื้นๆ เป็นสาเหตุของดอยมากมาย
การเล่นหุ้นกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เทคนิคเข้าช่วยเช่น MACD จึงจะปลอดภัย ซึ่งบางครั้งกำไรได้ดีกว่าบริษัทดีทำได้ แต่การเล่นหุ้นดีดูจะทำให้คนซื้อนอนหลับสบายมากกว่าที่ไม่ต้องมากังวลว่าวัฎจักร commodity จะจบเมื่อไหร่ ซึ่งแน่นอนไม่มีใครโทรบอกนอกจากจะทุบลงมาแล้ว จึงรู้ตัว
การแยกแยะบริษัทที่ดีออกจากบริษัทธรรมดาได้ ถือว่าการลงทุนใกล้ความสำเร็จแล้วเกินครึ่งทาง Value investment ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง บางทีแค่แยกบริษัทที่ดี แล้วซื้อราคาปกติไม่ต้องถูกมากนัก ก็ประสบความสำเร็จได้แล้ว
ลักษณะที่ดีทางปริมาณ
บทความมีขนาดยาวเพราะด้วยหัวข้อจำนวนมาก และส่วนมากเป็นศิลป์มากกว่าศาสตร์ที่ต้องใช้บรรยายความ ถ้าไม่คุ้นเคยกับตัวหนังสือเยอะก็ดูแต่รูปด้านล่าง แล้วเอาไปนึกดูตอนอาบน้ำ ทานข้าวก็ได้ว่าหมายความถึงอะไร แม้จะอ่านข้อความทั้งหมดก็ยังต้องนำไปต่อยอดฝึกประสบการณ์เพิ่มเติม ส่วนที่เป็นศิลป์ตีความได้หลายแง่ แม้จะมีกรอบกำหนด
บริษัทที่ดี ราคาอาจไม่น่าสนใจ ก็จะทำให้หุ้นนั้นยังไม่ดีได้ บริษัทที่ดีและราคาที่ดีจึงจะหมายถึงหุ้นที่ดีได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงส่วนแรกคือ บริษัทที่ดี ส่วนราคาที่ดีจะไม่กล่าวถึง
บริษัทที่ดีแต่ราคาไม่น่าสนใจ สิ่งที่นักลงทุนทำได้คือเฝ้าติดตาม จนราคาน่าสนใจซึ่งจะต่างจากการ
หาหุ้นที่ราคาน่าสนใจ แต่อาจไม่ดี จะซื้อของที่ถูกแต่ไม่ดีมาหวังให้กลายเป็นบริษัทดีก็คงไม่ดีแน่
แต่หลักการ หุ้นดี=บริษัทดี+ราคาดี ก็จะใช้ได้เสมอ
ในหุ้นกลุ่มวัฏจักรที่ราคาวิ่งขึ้นตามราคา commodity เป็นลักษณะราคาดี คือถูกทุ่มลงมาข้างล่างหนักมาก แต่บริษัทไม่ได้ดีจริง คือถ้าถูกลากขึ้นสูงยังก็ต้องกลับสูสามัญ
เราจะไม่เรียกบริษัท commodity ว่าเป็นบริษัทดี เป็นแค่บริษัทพื้นๆ เป็นสาเหตุของดอยมากมาย
การเล่นหุ้นกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เทคนิคเข้าช่วยเช่น MACD จึงจะปลอดภัย ซึ่งบางครั้งกำไรได้ดีกว่าบริษัทดีทำได้ แต่การเล่นหุ้นดีดูจะทำให้คนซื้อนอนหลับสบายมากกว่าที่ไม่ต้องมากังวลว่าวัฎจักร commodity จะจบเมื่อไหร่ ซึ่งแน่นอนไม่มีใครโทรบอกนอกจากจะทุบลงมาแล้ว จึงรู้ตัว
การแยกแยะบริษัทที่ดีออกจากบริษัทธรรมดาได้ ถือว่าการลงทุนใกล้ความสำเร็จแล้วเกินครึ่งทาง Value investment ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง บางทีแค่แยกบริษัทที่ดี แล้วซื้อราคาปกติไม่ต้องถูกมากนัก ก็ประสบความสำเร็จได้แล้ว
ลักษณะที่ดีทางปริมาณ
- Earning เติบโตอย่างต่อเนื่องแบบคาดเดาได้ Earning หรือ Profit หรือ กำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปีหรือไตรมาส ต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีลดลงบ้าง แต่ก็อยู่ในทิศเพิ่มขึ้น ตามรูป และส่วนที่สำคัญคือ ต้องเป็นลักษณะที่เพิ่มสม่ำเสมอแบบคาดเดาได้จะบ่งบอกถึงบริษัทมีความมั่นคงทางรายได้ตามกำไรไปด้วย บริษัทมีความแข็งแกร่งทั้งการเพิ่มรายได้ และกำไรได้ต่อเนื่อง บริษัทได้มุ่งเน้นต่อธุรกิจที่ทำอยู่ให้ขยายได้ตามความสามารถของธรุกิจ และเป็นเรื่องดีที่นักลงทุนจะคำนวณกำไรคาดหวังในอนาคตได้ง่ายดาย นักลงทุนจะสบายใจกว่ากับบริษัทที่โตต่อเนื่อง 20% ไปได้หลายปี ดีกว่าบริษัทที่ บางปีโต 5% บางปีโต 30% แล้วก็ลดกลับลงมา 2%
- Profit margin อยู่ในระดับสูง บริษัทที่ดี จะมีอำนาจต่อรองเรื่อง ราคากับ supplier และลูกค้าในระดับที่ควบคุมได้ในขณะที่บริษัทกำลังขยายตัว บริษัทที่ต้องการขยายกิจการอย่างรวดเร็วในบางกรณีอาจต้องใช้กลยุทธด้านราคาเพื่อแข่งขัน หรือไม่มีอำนาจควบคุม margin ในกรณีบริษัท commodity ที่ราคาซื้อขายสินค้าขึ้นกับตลาดล่วงหน้า เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ปิโตร ค่าระวางเรือ ยางพารา เป็นต้น คุณภาพของสินค้าบริการจะอยู่ในคุณภาพที่ดีและสามารถทำกำไรขั้นต้น(Gross margin), กำไรสุทธิ(Net margin) ได้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ในรูปจะเป็นกำไรสุทธิซึ่งเป็นผลรวมของการดำเนินงาน บางบริษัทกำไรขั้นต้นสูง แต่ กำไรสุทธิแกว่งตัวขึ้นลง เพราะจำเป็นต้องใช้ promotion ส่งเสริมการขายจำนวนมาก
- Debt อยู่ในระดับต่ำ บริษัทที่เติบโตมักต้องการเงินทุนทั้งที่อยู่ในรูปแบบ เงินกู้ หุ้นเพิ่มทุน อยู่สม่ำเสมอ ถ้าการขยายสินทรัพย์จำเป็นต้องใช้ หนี้สินในอัตราที่มากเมื่อเทียบกับส่วนผู้ถือหุ้น การขยายตัวในท้ายที่สุดจะพบว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะมากกว่ากำไรที่ทำได้ ซึ่งจะมีผลกระทบ credit ความน่าเชื่อถือเมื่อจะต้องการเงินทุนเพิ่ม คงไม่ดีแน่ถ้าคนที่ยืมเงินเรามีหนี้สินมากจนรายได้จ่ายไม่ทัน บริษัทที่มีหนี้สินในระดับสูง D/E จะสูง อัตราส่วนสภาพคล่องจะต่ำกว่า 1 มีพฤติกรรมเพิ่มทุนบ่อยครั้งไม่สิ้นสุด ไม่สามารถเอากำไรมาลงทุนขยายงานได้
- Industry Trend อุตสาหกรรมหมายถึงบริษัทอื่นๆที่ผลิตสินค้าและบริการคล้ายคลึงกัน ได้รับผลประโยชน์จากความต้องการ(Demand) เพิ่มขึ้นจนบริษัทใดบริษัทหนึ่ง(Supply)จะดูดซับได้ทัน ให้นึกถึงการเข้าแถวขึ้นลงบันไดเลื่อน จำนวนขึ้นถ้ามากถึงระดับนึง การเพิ่มบันไดเลื่อนจะเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ใน Sector ของ SET บางกลุ่มได้รวมบริษัทที่ไม่คล้ายกันมารวมไว้ด้วยกัน จำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจน เช่น Prop ได้รวมบริษัทสร้างบ้านขาย และกลุ่มรับเหมาเข้าไว้ด้วยกัน ถ้ากลุ่มรับเหมาที่มีประเด็นพรบ. 2.2 ล้าน จะได้ประโยชน์ในชั้นต้น บริษัทสร้างบ้านขายอาจไม่ได้ผลประโยชน์มาก เหมือนกลุ่มรับเหมา การพิจารณาว่า Trend อุตสาหกรรมไหนจะมาอาจติดตามได้จากข่าวทั่วๆไป หรืองบการเงินของบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆกัน ว่าเติบโตดีเหมือนกันหรือไม่
- Market Share บริษัที่เป็นผู้นำตลาดเมื่อมีความต้องการจำนวนมากมักจะได้ประโยชน์จำนวนมากก่อนจะหลงเหลือไปให้ ผู้ตามในอันดับถัดมา เพราะความเหนือกว่าในด้านช่องทางจำหน่าย ราคาต่อหน่วย ต้นทุน มักได้เปรียบเสมอ
- CEO Vision ถึงแม้ชื่อจะเหมือนรายงานวิทยุ แต่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้นำองค์กรจะนำพาองค์กรไปทิศทางใด บางบริษัทที่ดีอยู่แล้ว แม้เอา CEO ที่ไม่เก่งมาบริหารบริษัทก็อาจจะอยู่รอด แต่การขยายตัวทางรายได้กำไร อาจไม่น่าประทับใจ ทำไมผลตอบแทนของ CEO ในต่างประเทศมากมายเป็นระดับนักกีฬาระดับโลกได้ CEO ไม่ได้มีหน้าที่ออกทีวี วิทยุหรือหนังสือพิมพ์เท่านั้น เพราะบริษัทที่ดี ที่มี CEO ที่ดี หาทุน ตลาด ลูกค้า วัตถุดิบ พนักงาน ช่องทางการจำหน่าย ที่เหมาะสม จะเป็นสองแรงที่ช่วยเสริมกันได้ดี
- Catalyst ตัวเร่งรายได้ บริษัทโดยปกติจะเติบโตในระดับธรรมดาถ้าไม่มีตัวเร่ง ส่วนมากจะเติบโตใกล้เคียง 10 % แต่ในบริษัทที่มีตัวเร่งเช่น นักท่องเที่ยวทะลักสุวรรณภูมิ บ.ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจะน่าสนใจจากที่โตตามธรรมชาติ 10% จะกลายเป็น 20-30% ได้อย่างง่ายดาย บริษัทอาจมีผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการแบบใหม่ ความนิยมของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นก็เป็นตัวเร่งได้ดี
4. จำเป็นต้องเจาะลึกจากรายงานประจำปี Opp day ข่าวบริษัท ข่าวเศรษฐกิจทั่วไป ธปท. BOI GDP ซึ่งต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์แยกแยะว่า บริษัทแบบไหนจะได้ประโยชน์ โดยปกติจะไม่มีรายละเอียดที่ตายตัว เพราะจะเปลี่ยนไปตามสภาวะการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ แค่มีจุดร่วมที่ว่าบริษัทแบบใดจะได้ประโยชน์
Industry Trend อาจดูได้จากงบการเงิน รายงานประจำปี ของบริษัทอื่นๆที่ทำธรุกิจใกล้เคียงกัน ถ้าพบว่ามีหลายบริษัทที่เติบโตทิศทางเดียวกันแบบผิดปกติก็จะสามารถพบได้
1-4 ที่กล่าวมาเป็นลักษณะของบริษัทที่ดี ซึ่งเป็นผลลัพธ์ซึ่งเกิดมาจากคุณสมบัติของบริษัท หรือธรรมชาติที่บริษัทมีอยู่ ลักษณะคือผลลัพธ์ที่เกิดจากคุณสมบัติ ลักษณะที่ดีเกิดขึ้นมาได้เพราะคุณสมบัติที่ดีของบริษัท ในบางช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว คุณลักษณะของบริษัทจะพบว่าไม่น่าสนใจ แต่คุณสมบัติของบริษัทจะสามารถคงสภาพที่ดีได้ต่อไป เมื่อเศรษฐกิจกลับมาเติบโต บริษัทที่มีคุณสมบัติจะได้ประโยชน์ที่น่าสนใจเสมอ
คุณสมบัติของบริษัทที่ดีคือ ความได้เปรียบทางการแข่งขันแบบถาวร(Durable Competative Advantage ) ซึ่งมีองค์ประกอบหลากหลาย บางบริษัทมีหลายองค์ประกอบ บางบริษัทมีแค่ 1 อย่างก็สามารถสร้างความแตกต่างจากบริษัทที่ไม่มีได้อย่างมาก
- Monopoly ผูกขาด อาจเป็นการผูกขาดด้วยสัญญาจากรัฐ สัมปทาน หรือเทคโนโลยี เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าและบริการจำเป็นต้องใช้ของบริษัทนี้เท่านั้น บริษัทที่เป็นสาธารณูประโภคส่วนมากจะผูกขาด บริษัทที่สามารถขึ้นราคาขายโดยไม่มีประชาชนมาประท้วงจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะขึ้นราคาขายเท่าไหร่ ลูกค้าก็ยินดีที่จะจ่าย
- Little competitive มีผู้แข่งขัน 2-3 ราย จะไม่พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ราคาสินค้าจะแพงเหมือนกันทุกๆราย
- Switching Cost ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ ถ้าต้องการซื้อของรายอื่นจะพบว่าตัวเองจะยุ่งยากในการเปลี่ยนระบบ Microsoft window เป็นตัวอย่างที่ดี ที่โปรแกรมจำนวนมากมีเฉพาะใน Windows เท่านั้น
- Network เครือข่ายของช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขวาง การสต็อกสินค้าที่ใกล้กับแหล่งขาย จะสร้างความได้เปรียบ คงไม่ดีแน่ถ้าลูกค้าต้องการซื้อสินค้าซักชิ้นแล้วต้องขับรถ 20 นาทีเพื่อจะให้ได้สินค้า ทั้งนี้ก็รวม
- Economies of Scale การประหยัดจากขนาดผลิต เมื่อผลิตสินค้าจำนวนมาก ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลงจนทำให้กำไรที่ได้มากขึ้น ในมุมมองที่ลึกกว่าจะเป็นการลงทุนที่น้อยแต่ได้รายได้จำนวนมาก บริษัทที่มีคุณลักษณะนี้ส่วนมากจะพบว่ามีการ ซื้อหุ้นคืน(Buyback) เพราะกำไรที่ได้ไม่จำเป็นต้องเอาไปลงทุน การซื้อหุ้นคืนเป็นกิจกรรมที่นักลงทุนควรติดตาม บางบริษัทอาจไม่ต้องการขยายกิจการจึงเอาเงินมาซื้อหุ้นคืนใน ขณะที่กำไรของบริษัทก็ยังคงหดตัว เป็นเทคนิคทางการเงินที่ทำให้ดูเหมือน บริษัทมีความได้เปรียบที่ต่างจาก บริษัทใช้เงินลงทุนน้อยในขณะที่กำไรก็ยังเพิ่มขึ้น
- Unique of Product สินค้าที่ผลิตได้เจ้าเดียวซึ่งอาจผูกขาดด้วยเทคโนโลยี ต้นทุนหรือวัตถุดิบ ง่ายต่อการตั้งราคาขาย และสามารถตั้ง margin ได้สูงมากพอจะเอามาลงทุนโดยไม่ต้องสร้างหนี้สินเพิ่ม
- Barrier อุปสรรคป้องกันคู่แข่งเข้าสู่ตลาด ในธุรกิจที่กำไรสูงจะมีแรงจูงใจให้คู่แข่งเข้าสู่ตลาดเดียวกัน ถ้ามีผู้สนใจจำนวนมาก กลยุทธการลดราคาคงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ การป้องกันด้วยใบอนุญาต เครือข่ายจะช่วยคงกำไรให้อยู่ในระดับสูงได้ barrier มีส่วนคล้ายคลึงกับ monopoly
- Brand สินค้าที่ทำสภาพตลาดบน องค์ประกอบราคาที่สูงที่สุดไม่ใช่ วัตถุดิบ ค่าแรงหรือค่าออกแบบ แต่เป็นค่าความนิยมหรือ brand สินค้าที่สร้างมายาวนานด้วยการโฆษณา คุณภาพสินค้า กระแสสังคม ในบาง brand ราคาสินค้ามากถึง 70% ของราคาขาย brand ที่แข็งแกร่งจะเป็นสิ่งที่จูงใจลูกค้าอย่างมาก การตั้งราคาให้สูงจน ROE>80 ก็มีให้เห็นในบริษัทที่ได้เปรียบเหล่านี้ ตั้งราคาสูงแค่ไหนคนก็เข้าคิวซื้อ
การแยกแยะลักษณะบริษัทดี ไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านั้นไม่ดีตลอดไปเป็นแต่เพียง ลักษณะที่จะส่งเสริมให้บริษัทมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ และเติบโตต่อเนื่องในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าคุณสมบัติเปลี่ยนจากบริษัท ที่ไม่เข้าเกณฑ์ก็จะกลับมาน่าสนใจได้ เช่นเดียวกับบริษัทที่ดี ก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกันต้องติดตามกิจการอย่างต่อเนื่อง
การใช้อัตราส่วนทางการเงินง่ายๆเช่น PE ต่ำ ,PBV<1, ROE สูง >15,Div>5%,PEG<1 คงไม่ได้บอกอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทที่ดีนัก
การใช้อัตราส่วนทางการเงินง่ายๆเช่น PE ต่ำ ,PBV<1, ROE สูง >15,Div>5%,PEG<1 คงไม่ได้บอกอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทที่ดีนัก
การจะแยกได้ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์มากกว่าการใช้แค่คณิตศาสตร์เปรียบเทียบ
ถ้าทดลอง ใช้ Ratio PE,PBV,ROE ที่ดีเปรียบเทียบธรรมดา ผลลัพธ์ที่ได้จะได้หุ้นกลุ่มนึงที่มีงบการเงินดูดีในระยะสั้น ซึ่งจะเป็นไปตามกฏส่วนน้อย คือมีแค่ 10% ที่ดีจริงๆ ที่เหลือดีชั่วคราว คงไม่ดีถ้าต้องเปลี่ยนหุ้นที่ซื้อบ่อยๆ เพราะไปเหมาของดีและไม่ดีมา บริษัทที่ดีมีงบการเงินดีเสมอ บริษัทที่งบการเงินดีอาจเป็นบริษัทที่ไม่ได้ก็ได้
จากลักษณะ และคุณสมบัติของบริษัทที่ดีพบว่า มี ลักษณะเล็กน้อยที่อ่านได้ในงบการเงิน ที่เหลือส่วนมากต้องเจาะลึกใช้หลายช่องทางเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้น
ลองนึกถึงการซื้อหุ้น 10 ตัวแล้วต้องมาไล่เรียง 10 กว่าหัวข้อเหล่านี้ และยังต้องดูคู่แข่งด้วยปัจจัยเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องที่ใช้เวลาเล็กน้อยแน่นอน ซื้อหุ้นจำนวนน้อยในสิ่งที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะทำให้ลดความผิดพลาดในปัจจัยทางคุณภาพได้ง่ายกว่ามีหุ้นจำนวน 10-20 เป็นแน่
อย่างไรก็ดี การแยกแยะเบื้องต้นที่สะดวกก็ยังคงต้องใช้งบการเงิน ที่มีลักษณะ 1-3 ถ้าผ่านจึงไปดูลักษณะ คุณสมบัติอื่นๆเพิ่มเติม บริษัทที่ 1-3 ดีไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป จำเป็นต้องดี 1-4 และมี Durable Competitive Advantage จึงจะดีและทนทานจริง
บริษัทดี =รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม หนี้สินน้อย เติบโตได้ต่อเนื่องยาวนาน
Value is what you get.
Warren Buffett
ถ้าทดลอง ใช้ Ratio PE,PBV,ROE ที่ดีเปรียบเทียบธรรมดา ผลลัพธ์ที่ได้จะได้หุ้นกลุ่มนึงที่มีงบการเงินดูดีในระยะสั้น ซึ่งจะเป็นไปตามกฏส่วนน้อย คือมีแค่ 10% ที่ดีจริงๆ ที่เหลือดีชั่วคราว คงไม่ดีถ้าต้องเปลี่ยนหุ้นที่ซื้อบ่อยๆ เพราะไปเหมาของดีและไม่ดีมา บริษัทที่ดีมีงบการเงินดีเสมอ บริษัทที่งบการเงินดีอาจเป็นบริษัทที่ไม่ได้ก็ได้
จากลักษณะ และคุณสมบัติของบริษัทที่ดีพบว่า มี ลักษณะเล็กน้อยที่อ่านได้ในงบการเงิน ที่เหลือส่วนมากต้องเจาะลึกใช้หลายช่องทางเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้น
ลองนึกถึงการซื้อหุ้น 10 ตัวแล้วต้องมาไล่เรียง 10 กว่าหัวข้อเหล่านี้ และยังต้องดูคู่แข่งด้วยปัจจัยเดียวกันคงไม่ใช่เรื่องที่ใช้เวลาเล็กน้อยแน่นอน ซื้อหุ้นจำนวนน้อยในสิ่งที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะทำให้ลดความผิดพลาดในปัจจัยทางคุณภาพได้ง่ายกว่ามีหุ้นจำนวน 10-20 เป็นแน่
อย่างไรก็ดี การแยกแยะเบื้องต้นที่สะดวกก็ยังคงต้องใช้งบการเงิน ที่มีลักษณะ 1-3 ถ้าผ่านจึงไปดูลักษณะ คุณสมบัติอื่นๆเพิ่มเติม บริษัทที่ 1-3 ดีไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไป จำเป็นต้องดี 1-4 และมี Durable Competitive Advantage จึงจะดีและทนทานจริง
บริษัทดี =รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม หนี้สินน้อย เติบโตได้ต่อเนื่องยาวนาน
Value is what you get.
Warren Buffett
Data Source : http://stocktutors.blogspot.com
17 มีนาคม 2557
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด คุณ ขาไก่ซุปเปอร์
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด เพื่อ ตรวจสอบการได้มาและใช้ไปของเงินสดในบริษัท ซึ่งจะเป็นส่วนอธิบายของงบดุลและงบกำไรขาดทุนอีกทีหนึ่งครับ งบกระแสเงินสดจะมีส่วนสำคัญมากเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งบางท่านอาจจะเคยได้ยินว่า “เงินสดคือพระเจ้า” นั่นหมายความว่า ยิ่งบริษัทมีเงินสดในมือมากเท่าไหร่ จะแสดงถึงความสามารถในการดำเนินการหรือตอบสนองการกระทำใดของบริษัทได้อย่างทันทีทันใด เปรียบเทียบกับบริษัทที่มีสินทรัพย์เป็นพันล้านแต่มีเงินสดอยู่เพียงแค่สามล้าน และหนี้สินระยะสั้นอีก หากไม่สามารถขายสินค้าได้ บริษัทก็จะขาดสภาพคล่องทันทีและต้องทำการกู้ยืมเงินมาเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งการกู้ยืมก็นำมาซึ่งดอกเบี้ยและหนี้สิน มาเสริมหนี้สินส่วนที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่ไม่รัดกุมครับ
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสดจะเป็นส่วนที่ค่อนข้างยากนะครับ จะมีชื่อเรียกและความหมายของแต่ละรายการจะแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละธุรกิจแต่ละบริษัท
งบกระแสเงินสดจะแบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญดังนี้ คือ
1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
คือ เงินสดรับจ่ายจริงที่ได้จากการดำเนินกิจการ โดยไม่สนใจรายได้ที่ยังไม่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน คำนวณจากกำไรสุทธิปรับด้วยรายการที่ไม่ได้รับหรือจ่ายเงินจริง เช่น ค่าเสื่อมราคาและบวกหรือลบการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนโดยหากสินทรัพย์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีการใช้ไปของเงินสด จึงต้องนำมาหักออกและหากหนี้สินหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น แสดงว่าธุรกิจยังไม่ได้ชำระเงินทำให้เงินสดในมือเพิ่มขึ้นจำต้องนำไปบวกกลับกับกำไรสุทธิ
2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
คือ กระแสเงินสดรับจ่ายจริงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนของธุรกิจในส่วนของที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เงินลงทุน หากมีการลงทุนเพิ่ม เช่น ซื้อเครื่องจักร แสดงว่ามีการใช้ไปของเงินสด ในทางตรงข้าม หากมีการขายสินทรัพย์ออกไป จะถือว่าเป็นแหล่งได้มาของเงินสด
3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
คือ กระแสเงินสดรับจ่ายจริงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในแหล่งที่มาของเงินทุน ทั้งที่เป็นการกู้ยืมระยะสั้น และระยะยาว เช่น เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารและกรรมการ พันธบัตร หุ้นกู้ และตั๋วสัญญาใช้เงิน การนำหุ้นทุนออกจำหน่าย และการจ่างเงินปันผล โดยหากธุรกิจมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น สำหรับเงินปันผลจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินลดลง
4. เงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ
จะเท่ากับผลรวมของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุนและกิจกรรมจัดหาเงิน และถ้ารวมเงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ กับเงินสดต้นปี จะเท่ากับยอดเงินสดคงเหลือปลายปีในงบดุลนั่นเองครับ
มาดูหุ้น ABC ครับ สำหรับผมแล้วจะวิเคราะห์กระแสเงินสดเพื่อหาข้อผิดสังเกตของการใช้ไปและได้มาของเงินสด โดยผมจะเริ่มดูจากบรรทัดล่างสุดขึ้นมาถึงบนสุดครับ
เริ่มจากข้อ 4 เงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ
บรรทัดที่ 3 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต้นงวด คือเงินสดจากปีที่แล้ว หรือต้นปีงบประมาณใหม่ มีอยู่ 1002.62 ล้าน ดูต่อกันที่บรรทัดที่ 4 เลยครับคือเงินสดที่มีสินงวดคือวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีอยู่ 1002.46 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้แตกต่างกัน การที่เงินสดไม่แตกต่างกันนัก อาจจะเนื่องมาจากบริษัทต้องการรักษาสภาพคล่องไว้ในระดับนี้ก็เป็นไปได้ จำนวนเงินสดในบรรทัดที่ 4 จะตรงกับเงินสดหรือเทียบเท่าเงินสดที่แสดงในงบดุล ส่วนของสินทรัพย์ครับ เมื่อไม่ต่างกันก็แสดงว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นนัยสำคัญ ผมก็จะข้ามไปดูส่วนต่อไปทันทีครับ แต่หากว่านักลงทุนพบว่าเงินส่วนนี้ต่างกันเยอะมากก็ต้องไปหาคำตอบว่าเพราะเหตุใดจากส่วนอื่น ๆ ครับ

ต่อมาส่วนของข้อ 3 กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
มาดูการได้มาของเงินสดว่าได้มาจากแหล่งใด บริษัทที่ดีควรมีเงินสดจากการขายสินค้าหรือบริการ มิได้ได้มาจากการกู้ยืม หรือมีการกู้ยืมจำนวนน้อยครับ
ดูจากบรรทัดที่ 1 เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้น เพิ่มขึ้นมา 87.16 ล้านบาท
บรรทัดที่ 2 เงินกู้ยืมระยะยาวลดลงไป 34.92 ล้านบาท หมายถึงมีการให้หนี้ไป ทำให้เงินสดลดลงครับ
บรรทัดที่ 4 เงินปันผลจ่าย คือ การจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นจำนวน 180.0 ล้านบาท ทำให้เงินสดลดลงติดเป็นลบครับ
บรรทัดที่ 5 ก็ตามนั้นครับ
ข้อสังเกตที่จะพบได้ในส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินนี้คือ
หากเงินสดรวมในงบดุลหรือส่วนที่ 4 มี 1000 ล้าน แล้วมาดูกิจกรรมจัดหาเงินพบว่า มีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นจำนวนมากเช่น 800 ล้าน ซึ่งถือเป็นเงินสดส่วนใหญ่ได้มาจากการกู้ยืม นักลงทุนควรตั้งคำถามไว้ครับว่าเพราะเหตุใดบริษัทจึงมีความจำเปิดต้องกู้ยืมเงินเยอะขนาดนี้ แล้วไปหาคำตอบในส่วนต่อไปครับ

ต่อไปส่วนที่ 2 กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
ส่วนนี้จะบอกถึงการใช้ไปของเงินสดเพื่อการลงทุนต่าง ๆ ครับ ไล่ตามบรรทัดดังนี้
บรรทัดที่ 1 เงินลงทุนระยะสั้น – 150.0 หมายถึงมีการนำเงินไปลงทุนในระยะสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้าน ทำให้เงินสดลดลงครับ
บรรทัดที่ 2 และ 3 นำเงินไปเงินลงทุนในบริษัทย่อย – 3 ล้าน
บรรทัดที่ 4 และ 5 นำเงินไปลงทุนในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ทำให้เงินสดลดลง 240 ล้าน อันนี้เนื่องมาจากบริษัทมีการขยายการผลิตจึงต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งการใช้ไปในส่วนนี้นักลงทุนสามารถหาข้อมูลได้จากแหล่งอื่น ๆ ครับ แหล่งใดนั้นก็แล้วแต่นักลงทุนครับ ไม่ว่าจะเป็น thaivi ข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้นครับ แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาประมวลว่าสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไรครับ
บรรทัดที่ 6 เงินปันผลรับ และ 7 ดอกเบี้ยรับ ก็ตามนั้นครับ เงินที่ได้จากการนำเงินไปลงทุนและดอกเบี้ยครับ
บรรทัดที่ 8 อื่น ๆ
บรรทัดที่ 9 เงินสดที่ได้มา(ใช้ไปใน) กิจกรรมาลงทุน รวมจำนวนเงินทั้งหมดที่ทั้งได้มาและใช้ไปในการลงทุน ติดลบไป 331.10 ล้านครับ คือ มีการนำเงินไปลงทุนเพิ่ม การที่บริษัทมีนโยบายนำเงินไปลงทุนเพิ่ม นักลงทุนต้องหาข้อมูลเองว่า บริษัทนำไปลงทุนในส่วนไหน และจะเป็นการลงทุนที่สามารถนำกำไรมาได้มากหรือน้อยเพียงใด และกำไรที่จะได้มานั้นจะแสดงผลมาในรูปใดและเมื่อไรครับ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเมิน แต่ยิ่งนักลงทุนคาดการณ์ได้แม่นยำเท่าไร ความเสี่ยงในการลงทุนยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนสุดท้ายคือ ส่วนที่ 1 กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
เป็นการใช้เงินสดที่ได้มาจากการดำเนินงาน ว่าใช้ทำอะไรบ้างครับ เช่น หุ้น ABC ไล่ตามบรรทัด
เริ่มไล่ดูจากบรรทัดสุดท้ายครับ
บรรทัดที่ 1 กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ เป็นจำนวนเงินได้ที่มาจากการดำเนินกิจการของบริษัทครับ ได้มา 728.52 ล้านบาท เป็นรายได้ ณ ข้อมูลล่าสุด หากเป็น Q2 ก็หมายถึงรายได้ของ Q1 และ Q2 รวมกัน เป็นรายได้ครึ่งปีครับ หากเป็นสิ้นปีก็จะเป็นรายได้ทั้งปีครับ
บรรทัดที่ 2 , 3 เป็นการปรับปรุงบัญชี โดยจะตีค่าทุกอย่างเป็นตัวเลขให้หมดครับ ออกมาเป็นรายได้จำนวนหนึ่ง
บรรทัดที่ 4-7 ก็เป็นรายการตามที่แจ้งครับ
มาบรรทัดที่ 8 เงินสดได้ทั้งหมดครับ หักส่วนที่ใช้ในการดำเนินการแล้วเหลืออยู่ 686.41 ล้านบาท
บรรทัดที่ 9 สินทรัพย์ดำเนินงาน ลดลง 281.28 ล้านบาท เนื่องมาจากการใช้ไปของบรรทัดด้านล่างครับ พวกลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้า สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์อื่น ๆ ครับ ส่วนตัวผมจะดูจำนวนเงินที่มากที่บริษัทใช้ไปเพื่อกิจการใด เช่น – 282 ล้าน ใช้ไปกับการใช้หนี้ในฐานนะลูกหนี้ครับ
บรรทัดที่ 10 หนี้สินดำเนินงาน ตามรายละเอียดครับ บรรทัดเจ้าหนี้เพิ่มมา 63 ล้านบาท คือ ในฐานะเราเป็นเจ้าหนี้ก็ได้เงินชำระหนี้เพิ่มขึ้นมาครับ
บรรทัดที่ 11 สินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน จ่ายไปกับการเพิ่มสินทรัพย์ ลดหนี้สินทั้งหมดครับ จะเท่ากับส่วนของบรรทัดที่ 9 รวมลงมาเรื่อย ๆ จนบรรทัดนี้ครับ ได้สุทธิ 224.07 ล้านบาท
บรรทัดที่ 12 และ 13 ตามนั้นเลยครับ
มาบรรทัดที่ 14 เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน มีทั้งหมด 488.5 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินจากการการดำเนินกิจการของบริษัท จะเท่ากับบรรทัดที่ 8 ลบด้วย 11 ลบ 12 ลบ 13 ได้เงินสดซึ่งเป็นกำไรจากการดำเนินงานสุทธิครับ
แหล่งที่มาของเงินสดของบริษัทมาจากการดำเนินงานและจากกิจกรรมจัดหาเงิน หากเงินสดที่มาจากการดำเนินงานเป็นลบในขณะเดียวกันจะมีเงินสดเพิ่มมาจากกิจกรรมจัดหาเงิน หากที่มาของเงินสดมาจากกิจกรรมจัดหาเงิน นักลงทุนควรตั้งคำถามไว้ครับว่า เพราะเหตุใดบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินจากแหล่งอื่น กำไรไม่พอหรือไม่ ต้องขยายการผลิตหรือไม่ นักลงทุนต้องหาคำตอบมาพิจารณาครับ

สำหรับผมแล้วส่วนของงบกระแสเงินสด ผมจะดูเป็นประเด็นใหญ่ ๆ เท่านั้น คือ ดูความสัมพันธ์ของเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน กิจกรรมจัดหาทุน ว่าในแต่ละส่วนมีจุดสังเกตอะไร หรือจุดน่าสงสัยอะไรหรือไม่ อย่างไรครับ
กรณีแรก
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน สูง
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อยหรือมาก ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาทุน น้อย
เป็นบริษัทที่ทำรายได้จากการดำเนินงาน มีสภาพคล่องสูงตามรายได้ เป็นบริษัทที่ผมสนใจมากครับ
กรณีที่สอง
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อย
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อยหรือมาก ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาทุน สูง
บริษัทที่กำลังสูญเสียสภาพคล่อง จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่งแหล่งเงินทุน บริษัทในลักษณะนี้ต้องใช้เหตุผลอื่น ๆ ประกอบเพื่อพิจารณาหาคำตอบในทุกคำถามที่เกิดขึ้นครับ ยิ่งนักลงทุนสามารถเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงได้มากเท่าไรแล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าสมควรลงทุนหรือไม่ครับ
งบกระแสเงินสดมีข้อดี คือ เป็นงบที่ตบแต่งบัญชียากที่สุดครับ
ผมขอยกตัวอย่างบริษัทสร้างบ้าน มีการจอง ผ่อนดาวน์ จากลูกค้าจริง แต่เงินที่เข้าบริษัทเต็มจำนวนราคาบ้านยังไม่มี มีเพียงแต่การจองและผ่อนดาวน์เท่านั้น รายได้ส่วนที่จะขายบ้านได้ทั้งหมด บางบริษัทนำมารวมเป็นรายได้ของผลประกอบการในลบดุลและงบกำไรขาดทุนแล้ว แต่หากมาดูรายละเอียดในงบกระแสเงินสดนั้น จะพบว่าไม่มีเงินจำนวนนี้เข้ามาในงบ เป็นจุดสังเกตหนึ่งที่นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ครับ
สำหรับบ้านเราผมว่าไม่น่าจะพบ แต่ในต่างประเทศเคยมีการตบแต่งบัญชีทำนองนี้ครับ
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสด เพื่อ ตรวจสอบการได้มาและใช้ไปของเงินสดในบริษัท ซึ่งจะเป็นส่วนอธิบายของงบดุลและงบกำไรขาดทุนอีกทีหนึ่งครับ งบกระแสเงินสดจะมีส่วนสำคัญมากเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งบางท่านอาจจะเคยได้ยินว่า “เงินสดคือพระเจ้า” นั่นหมายความว่า ยิ่งบริษัทมีเงินสดในมือมากเท่าไหร่ จะแสดงถึงความสามารถในการดำเนินการหรือตอบสนองการกระทำใดของบริษัทได้อย่างทันทีทันใด เปรียบเทียบกับบริษัทที่มีสินทรัพย์เป็นพันล้านแต่มีเงินสดอยู่เพียงแค่สามล้าน และหนี้สินระยะสั้นอีก หากไม่สามารถขายสินค้าได้ บริษัทก็จะขาดสภาพคล่องทันทีและต้องทำการกู้ยืมเงินมาเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งการกู้ยืมก็นำมาซึ่งดอกเบี้ยและหนี้สิน มาเสริมหนี้สินส่วนที่มีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้นไปอีก แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่ไม่รัดกุมครับ
การวิเคราะห์งบกระแสเงินสดจะเป็นส่วนที่ค่อนข้างยากนะครับ จะมีชื่อเรียกและความหมายของแต่ละรายการจะแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละธุรกิจแต่ละบริษัท
งบกระแสเงินสดจะแบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญดังนี้ คือ
1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
คือ เงินสดรับจ่ายจริงที่ได้จากการดำเนินกิจการ โดยไม่สนใจรายได้ที่ยังไม่ได้รับและค่าใช้จ่ายที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน คำนวณจากกำไรสุทธิปรับด้วยรายการที่ไม่ได้รับหรือจ่ายเงินจริง เช่น ค่าเสื่อมราคาและบวกหรือลบการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนโดยหากสินทรัพย์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น แสดงว่ามีการใช้ไปของเงินสด จึงต้องนำมาหักออกและหากหนี้สินหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น แสดงว่าธุรกิจยังไม่ได้ชำระเงินทำให้เงินสดในมือเพิ่มขึ้นจำต้องนำไปบวกกลับกับกำไรสุทธิ
2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
คือ กระแสเงินสดรับจ่ายจริงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในการลงทุนของธุรกิจในส่วนของที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เงินลงทุน หากมีการลงทุนเพิ่ม เช่น ซื้อเครื่องจักร แสดงว่ามีการใช้ไปของเงินสด ในทางตรงข้าม หากมีการขายสินทรัพย์ออกไป จะถือว่าเป็นแหล่งได้มาของเงินสด
3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
คือ กระแสเงินสดรับจ่ายจริงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในแหล่งที่มาของเงินทุน ทั้งที่เป็นการกู้ยืมระยะสั้น และระยะยาว เช่น เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารและกรรมการ พันธบัตร หุ้นกู้ และตั๋วสัญญาใช้เงิน การนำหุ้นทุนออกจำหน่าย และการจ่างเงินปันผล โดยหากธุรกิจมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น สำหรับเงินปันผลจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินลดลง
4. เงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ
จะเท่ากับผลรวมของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุนและกิจกรรมจัดหาเงิน และถ้ารวมเงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ กับเงินสดต้นปี จะเท่ากับยอดเงินสดคงเหลือปลายปีในงบดุลนั่นเองครับ
มาดูหุ้น ABC ครับ สำหรับผมแล้วจะวิเคราะห์กระแสเงินสดเพื่อหาข้อผิดสังเกตของการใช้ไปและได้มาของเงินสด โดยผมจะเริ่มดูจากบรรทัดล่างสุดขึ้นมาถึงบนสุดครับ
เริ่มจากข้อ 4 เงินสดเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิ
บรรทัดที่ 3 เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต้นงวด คือเงินสดจากปีที่แล้ว หรือต้นปีงบประมาณใหม่ มีอยู่ 1002.62 ล้าน ดูต่อกันที่บรรทัดที่ 4 เลยครับคือเงินสดที่มีสินงวดคือวันที่ 30 มิถุนายน 2553 มีอยู่ 1002.46 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้แตกต่างกัน การที่เงินสดไม่แตกต่างกันนัก อาจจะเนื่องมาจากบริษัทต้องการรักษาสภาพคล่องไว้ในระดับนี้ก็เป็นไปได้ จำนวนเงินสดในบรรทัดที่ 4 จะตรงกับเงินสดหรือเทียบเท่าเงินสดที่แสดงในงบดุล ส่วนของสินทรัพย์ครับ เมื่อไม่ต่างกันก็แสดงว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นนัยสำคัญ ผมก็จะข้ามไปดูส่วนต่อไปทันทีครับ แต่หากว่านักลงทุนพบว่าเงินส่วนนี้ต่างกันเยอะมากก็ต้องไปหาคำตอบว่าเพราะเหตุใดจากส่วนอื่น ๆ ครับ
ต่อมาส่วนของข้อ 3 กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
มาดูการได้มาของเงินสดว่าได้มาจากแหล่งใด บริษัทที่ดีควรมีเงินสดจากการขายสินค้าหรือบริการ มิได้ได้มาจากการกู้ยืม หรือมีการกู้ยืมจำนวนน้อยครับ
ดูจากบรรทัดที่ 1 เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้น เพิ่มขึ้นมา 87.16 ล้านบาท
บรรทัดที่ 2 เงินกู้ยืมระยะยาวลดลงไป 34.92 ล้านบาท หมายถึงมีการให้หนี้ไป ทำให้เงินสดลดลงครับ
บรรทัดที่ 4 เงินปันผลจ่าย คือ การจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นจำนวน 180.0 ล้านบาท ทำให้เงินสดลดลงติดเป็นลบครับ
บรรทัดที่ 5 ก็ตามนั้นครับ
ข้อสังเกตที่จะพบได้ในส่วนกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินนี้คือ
หากเงินสดรวมในงบดุลหรือส่วนที่ 4 มี 1000 ล้าน แล้วมาดูกิจกรรมจัดหาเงินพบว่า มีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นจำนวนมากเช่น 800 ล้าน ซึ่งถือเป็นเงินสดส่วนใหญ่ได้มาจากการกู้ยืม นักลงทุนควรตั้งคำถามไว้ครับว่าเพราะเหตุใดบริษัทจึงมีความจำเปิดต้องกู้ยืมเงินเยอะขนาดนี้ แล้วไปหาคำตอบในส่วนต่อไปครับ
ต่อไปส่วนที่ 2 กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
ส่วนนี้จะบอกถึงการใช้ไปของเงินสดเพื่อการลงทุนต่าง ๆ ครับ ไล่ตามบรรทัดดังนี้
บรรทัดที่ 1 เงินลงทุนระยะสั้น – 150.0 หมายถึงมีการนำเงินไปลงทุนในระยะสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 150 ล้าน ทำให้เงินสดลดลงครับ
บรรทัดที่ 2 และ 3 นำเงินไปเงินลงทุนในบริษัทย่อย – 3 ล้าน
บรรทัดที่ 4 และ 5 นำเงินไปลงทุนในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ทำให้เงินสดลดลง 240 ล้าน อันนี้เนื่องมาจากบริษัทมีการขยายการผลิตจึงต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งการใช้ไปในส่วนนี้นักลงทุนสามารถหาข้อมูลได้จากแหล่งอื่น ๆ ครับ แหล่งใดนั้นก็แล้วแต่นักลงทุนครับ ไม่ว่าจะเป็น thaivi ข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้นครับ แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาประมวลว่าสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไรครับ
บรรทัดที่ 6 เงินปันผลรับ และ 7 ดอกเบี้ยรับ ก็ตามนั้นครับ เงินที่ได้จากการนำเงินไปลงทุนและดอกเบี้ยครับ
บรรทัดที่ 8 อื่น ๆ
บรรทัดที่ 9 เงินสดที่ได้มา(ใช้ไปใน) กิจกรรมาลงทุน รวมจำนวนเงินทั้งหมดที่ทั้งได้มาและใช้ไปในการลงทุน ติดลบไป 331.10 ล้านครับ คือ มีการนำเงินไปลงทุนเพิ่ม การที่บริษัทมีนโยบายนำเงินไปลงทุนเพิ่ม นักลงทุนต้องหาข้อมูลเองว่า บริษัทนำไปลงทุนในส่วนไหน และจะเป็นการลงทุนที่สามารถนำกำไรมาได้มากหรือน้อยเพียงใด และกำไรที่จะได้มานั้นจะแสดงผลมาในรูปใดและเมื่อไรครับ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเมิน แต่ยิ่งนักลงทุนคาดการณ์ได้แม่นยำเท่าไร ความเสี่ยงในการลงทุนยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ ครับ
ส่วนสุดท้ายคือ ส่วนที่ 1 กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
เป็นการใช้เงินสดที่ได้มาจากการดำเนินงาน ว่าใช้ทำอะไรบ้างครับ เช่น หุ้น ABC ไล่ตามบรรทัด
เริ่มไล่ดูจากบรรทัดสุดท้ายครับ
บรรทัดที่ 1 กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ เป็นจำนวนเงินได้ที่มาจากการดำเนินกิจการของบริษัทครับ ได้มา 728.52 ล้านบาท เป็นรายได้ ณ ข้อมูลล่าสุด หากเป็น Q2 ก็หมายถึงรายได้ของ Q1 และ Q2 รวมกัน เป็นรายได้ครึ่งปีครับ หากเป็นสิ้นปีก็จะเป็นรายได้ทั้งปีครับ
บรรทัดที่ 2 , 3 เป็นการปรับปรุงบัญชี โดยจะตีค่าทุกอย่างเป็นตัวเลขให้หมดครับ ออกมาเป็นรายได้จำนวนหนึ่ง
บรรทัดที่ 4-7 ก็เป็นรายการตามที่แจ้งครับ
มาบรรทัดที่ 8 เงินสดได้ทั้งหมดครับ หักส่วนที่ใช้ในการดำเนินการแล้วเหลืออยู่ 686.41 ล้านบาท
บรรทัดที่ 9 สินทรัพย์ดำเนินงาน ลดลง 281.28 ล้านบาท เนื่องมาจากการใช้ไปของบรรทัดด้านล่างครับ พวกลูกหนี้และตั๋วเงินรับการค้า สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์อื่น ๆ ครับ ส่วนตัวผมจะดูจำนวนเงินที่มากที่บริษัทใช้ไปเพื่อกิจการใด เช่น – 282 ล้าน ใช้ไปกับการใช้หนี้ในฐานนะลูกหนี้ครับ
บรรทัดที่ 10 หนี้สินดำเนินงาน ตามรายละเอียดครับ บรรทัดเจ้าหนี้เพิ่มมา 63 ล้านบาท คือ ในฐานะเราเป็นเจ้าหนี้ก็ได้เงินชำระหนี้เพิ่มขึ้นมาครับ
บรรทัดที่ 11 สินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน จ่ายไปกับการเพิ่มสินทรัพย์ ลดหนี้สินทั้งหมดครับ จะเท่ากับส่วนของบรรทัดที่ 9 รวมลงมาเรื่อย ๆ จนบรรทัดนี้ครับ ได้สุทธิ 224.07 ล้านบาท
บรรทัดที่ 12 และ 13 ตามนั้นเลยครับ
มาบรรทัดที่ 14 เงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน มีทั้งหมด 488.5 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินจากการการดำเนินกิจการของบริษัท จะเท่ากับบรรทัดที่ 8 ลบด้วย 11 ลบ 12 ลบ 13 ได้เงินสดซึ่งเป็นกำไรจากการดำเนินงานสุทธิครับ
แหล่งที่มาของเงินสดของบริษัทมาจากการดำเนินงานและจากกิจกรรมจัดหาเงิน หากเงินสดที่มาจากการดำเนินงานเป็นลบในขณะเดียวกันจะมีเงินสดเพิ่มมาจากกิจกรรมจัดหาเงิน หากที่มาของเงินสดมาจากกิจกรรมจัดหาเงิน นักลงทุนควรตั้งคำถามไว้ครับว่า เพราะเหตุใดบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินจากแหล่งอื่น กำไรไม่พอหรือไม่ ต้องขยายการผลิตหรือไม่ นักลงทุนต้องหาคำตอบมาพิจารณาครับ
สำหรับผมแล้วส่วนของงบกระแสเงินสด ผมจะดูเป็นประเด็นใหญ่ ๆ เท่านั้น คือ ดูความสัมพันธ์ของเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน กิจกรรมจัดหาทุน ว่าในแต่ละส่วนมีจุดสังเกตอะไร หรือจุดน่าสงสัยอะไรหรือไม่ อย่างไรครับ
กรณีแรก
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน สูง
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อยหรือมาก ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาทุน น้อย
เป็นบริษัทที่ทำรายได้จากการดำเนินงาน มีสภาพคล่องสูงตามรายได้ เป็นบริษัทที่ผมสนใจมากครับ
กรณีที่สอง
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อย
เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน น้อยหรือมาก ต้องพิจารณาเหตุผลประกอบ
เงินสดจากกิจกรรมจัดหาทุน สูง
บริษัทที่กำลังสูญเสียสภาพคล่อง จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่งแหล่งเงินทุน บริษัทในลักษณะนี้ต้องใช้เหตุผลอื่น ๆ ประกอบเพื่อพิจารณาหาคำตอบในทุกคำถามที่เกิดขึ้นครับ ยิ่งนักลงทุนสามารถเข้าใจถึงเหตุผลที่แท้จริงได้มากเท่าไรแล้ว จะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าสมควรลงทุนหรือไม่ครับ
งบกระแสเงินสดมีข้อดี คือ เป็นงบที่ตบแต่งบัญชียากที่สุดครับ
ผมขอยกตัวอย่างบริษัทสร้างบ้าน มีการจอง ผ่อนดาวน์ จากลูกค้าจริง แต่เงินที่เข้าบริษัทเต็มจำนวนราคาบ้านยังไม่มี มีเพียงแต่การจองและผ่อนดาวน์เท่านั้น รายได้ส่วนที่จะขายบ้านได้ทั้งหมด บางบริษัทนำมารวมเป็นรายได้ของผลประกอบการในลบดุลและงบกำไรขาดทุนแล้ว แต่หากมาดูรายละเอียดในงบกระแสเงินสดนั้น จะพบว่าไม่มีเงินจำนวนนี้เข้ามาในงบ เป็นจุดสังเกตหนึ่งที่นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ครับ
สำหรับบ้านเราผมว่าไม่น่าจะพบ แต่ในต่างประเทศเคยมีการตบแต่งบัญชีทำนองนี้ครับ
13 กุมภาพันธ์ 2557
P/E Ratio เขาดูกันยังไง
(ข้อมูลจาก www.iammrmessenger.com)
P/E Ratio เรื่องง่ายๆ มาทวนกันหน่อย ว่าดูยังไง เห็นมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้าตลาดเยอะ
ในแง่ของ Fundamental Analysis นั้น มีิวิธีวัด Valuation ของหุ้น 2 อย่าง คือ Discount และ Relative Discount ก็คือ หามูลค่าหุ้นด้วยการประเมินผลกำไรในอนาคตของบริษัทว่าน่าจะเป็นเท่าไหร่ แล้ว discount กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน
วิธี discount นี้ ปล่อยให้นักวิเคราะห์ และนักลงทุนเซียนๆเขาใช้ไปครับ เรานั่งรอดูว่าเขาประเมิณออกมาเป็นเท่าไหร่ และเหตุผลดูน่าเชื่อถือไหมก็พอ อีกวิธีหนึ่งคือ “Relative” คือ การดูว่าราคาหุ้น ณ วันนั้น ถูก หรือ แพงกว่า โดยเปรียบเทียบกับ ข้อมูลในอดีต หรือ บริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายกัน
P/E Ratio ถือเป็นอัตราส่วนที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนเข้าลงทุนในตลาดเลยก็ว่าได้ หาโดยการเอา
Market Price / Earnings per Share
Market Price = ราคาตลาด ณ วันนั้น
Earnings per Share คือ กำไรสุทธิต่อหุ้น ซึ่งโดยปกติจะใช้ 4 ไตรมาสหลังสุดที่ประกาศมา
หากใช้ EPS 4 ไตรมาสหลังสุดในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า “trailing P/E”
แต่ถ้าใช้ EPS พยากรณ์ไป4 ไตรมาสข้างหน้าในการคำนวน P/E เราจะเรียกว่า “projected or forward P/E”
ยกตัวอย่าง หุ้น PTTGC วันนี้ราคาปิดที่ 76 มี EPS หรือ กำไรต่อหุ้น 4 ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 5.24 บาทต่อหุ้น :: P/E = 76/5.24 = 14.5 เท่า
ความหมายของ P/E Ratio มองง่ายๆเลยก็คือ จำนวนปีที่นักลงทุนจะคืนทุนหากลงทุน ณ ราคาปัจจุบัน โดนสมมุติว่ากำไรของบริษัทจะคงที่ตลอด
นั้นหมายถึง พี่ PTTGC เนี่ย ถ้ากำไรเท่านี้ไปตลอด ไม่โตขึ้น เท่ากับว่าอีก 14.5 ปี เราถึงจะคืนทุนนั้นเอง
ถ้าผมตั้งสมมติฐานว่า “หุ้นทุกตัวใน SET Index มีกำไรคงที่ตลอด” หากใช้ P/E Ratio ในการพิจารณาเลือกหุ้น
ใคร P/E ต่ำ ก็จะน่าลงทุนที่สุด
ที่น่าลงทุนที่สุด ก็เพราะ P/E ต่ำ หมายถึง ระยะเวลาคืนทุน เร็วกว่าหุ้นตัวอื่น โดยเปรียบเทียบ
แต่ในชีวิตจริง มันไม่ง่ายอย่างในตำรา กำไรของบริษัทมันขึ้นลงได้ ดังนั้นหุ้นแต่ละตัวก็มี P/E ที่เหมาะสมไม่เหมือนกัน
สมมติมีหุ้น 4 ตัวที่เราจะเลือก
หุ้น AA มีแนวโน้มกำไรเติบโต
หุ้น BB มีแนวโน้มกำไรลดลง
หุ้น CC มีแนวโน้มกำไรคงที่
หุ้น DD กำไรผันผวนสูงบ้างต่ำบ้าง
ถ้าราคาหุ้นเท่ากัน และกำไรสุทธิในอดีตเท่ากัน ระหว่าง AA,BB,CC เราคงเลือกไม่ยาก หากใช้ P/E Ratio เลือก (เราเลือก AA ถูกไหม)
ปัญหาคือหุ้น DD นี่สิ จะไปรู้ได้ยังไงว่า P/E มันถูก หรือ แพง… ใครรู้บ้างว่าต้องทำยังไงกับหุ้นตัวนี้??
ในตลาดหุ้น มีหุ้นลักษณะเดียวกับหุ้น DD อยู่พอสมควร วิธีการคือ หากเจอหุ้นเหล่านี้ แนะนำหลีกเลี่ยง อย่าใช้ P/E Ratio ตัดสินใจ หรือจนกว่าจะแน่ใจว่า ทิศทางแนวโน้มกำไรในอนาคตมีความชัดเจน หรือพอประมาณการณ์ได้ ก็ค่อยมาใช้ P/E Ratio ประกอบการตัดสินใจ
โดยปกติ เราจะใช้ P/E Ratio เปรียบเทียบหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือทำธุรกิจคล้ายกัน ว่าถูกหรือแพงกว่ากันโดยเปรียบเทียบ
ยกตัวอย่างหุ้นในกลุ่มสื่อสาร DTAC, ADVANC และ TRUE 3 ตัวนี้อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ดู P/E Ratio เปรียบเทียบกันได้
DTAC 18.15x, ADVANC 19.86x, TRUE ไม่มีค่า P/E
สำหรับ DTAC และ ADVANC นั้นมีกำไรโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ดังนั้น ณ ราคาปัจจุบัน มองผ่าน P/E Ratio แล้ว DTAC ถือว่าถูกกว่า
แต่สำหรับ TRUE นั้น กำไรผีเข้าผีออก ผันผวนสูง แถมปี 54 และ 55 3 ไตรมาสล่าสุด ก็ขาดทุนอีก จึงไม่สามารถหาค่า P/E ได้ (ตามสูตรคณิตศาสตร์ ตัวหาร ติดลบไม่ได้นะครับ)
ปล. นี่เป็นแค่มุมมองราคาหุ้นผ่าน P/E Ratio เท่านั้นนะครับ ไม่ได้แปลว่า DTAC น่าซื้อกว่าหุ้นอีกสองตัว
นักลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูล P/E Ratio ของหุ้นทุกตัวในตลาดได้ใน http://www.settrade.com เลือกหุ้น และเลือกอันดับในอุตสาหกรรม เพื่อประกอบการตัดสินใจ
มีคนกระซิบถามว่า P/E Ratio เอาไว้ดูตลาดได้ไหม คำตอบคือ ได้ครับ วิธี ก็คือ เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน ว่าเราแพงหรือถูกกว่า
แต่ส่วนตัวแล้ว สำหรับผม ชอบดู Historical P/E มากกว่าที่จะเอา SET Index เราไปเปรียบเทียบกับตลาดอื่น (เพราะปู่ set มีความเป็นตัวของตัวเองสูง)
ลองดูกราฟ P/E SET Index ย้อนหลังไกลๆ เทียบกับดัชนีราคาหุ้นนะครับ
ขอบคุณกราฟจาก Barton’s Global Market Trends
จะเห็นว่า Barton เขาแบ่ง P/E ออกเป็น 4 โซน คือ
โซน P/E ถูก ซึ่งเกิดจากภาวะตลาดขาลงแรงๆ ที่ P/E ต่ำกว่า 6 เท่า
โซน P/E ปกติ อยู่ในกรอบกว้างหน่อย คือ 6 ถึง 16 เท่า
โซน P/E แพง เกิดจากภาวะตลาดกระทิง นักลงทุนแห่เข้ามาลงทุน กรอบอยู่ที่ 16-25 เท่า (เราอยู่ในโซนนี้ครับ)
โซน P/E แพงโคตร โซนนี้ เกือบ 40 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทย ไปแตะแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
กลับมาการดู P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส จริงๆแล้ว ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าหุ้น หรือดัชนีนั้นถูกหรือแพงแบบเต็มปาก 100%
นักวิเคราะห์จึงพยายามคาดการณ์อนาคตของบริษัทโดยประเมินว่า 4 ไตรมาสต่อไป กำไรจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งโดยปกติ บริษัทที่มี EPS Growth โตต่อเนื่อง จะมีค่า Forward P/E ต่ำ Historical P/E อยู่แล้ว (หรือ แปลว่า ค่า E ในอนาคต สูงกว่าในอดีตนั้นเอง)
ส่วนความถูกต้องแม่นยำของการวิเคระาห์กำไรนั้น นั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพิจารณากันเอาเอง ยังไงๆก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปาก 100% ว่า Forward P/E ถูก แล้วหุ้นน่าเก็บอยู่ดีนะครับ
เอาเป็นว่า นี่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น และตัวหุ้นอย่างง่ายๆ และหาข้อมูลได้ง่าย ก็แล้วกัน
อีกเรื่องราวเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นด้วย P/E Ratio และ มีการคำนวนอย่างไร
(จาก www.siu.ac.th)
การวิเคราะห์หุ้นด้วยค่า P/E Ratio เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าหุ้นแต่ละตัว หรือ ในแต่ละอุตสาหกรรมควรจะมีค่า P/E เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เพื่อที่จะได้นำมาเป็นส่วนช่วยในการที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นนั้นๆ (ซึ่งบ้างก็ว่าต้อง P/E ต่ำกว่า 10 เท่าถึงจะน่าสนใจ) โดยค่า P/E Ratio นั้นได้จากการนำราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น เช่น หุ้น ก ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1บาท เพราะฉะนั้น ค่า P/E Ratio ของหุ้น ก จึงเท่ากับ 10/1 = 10 เท่า เป็นต้น
ทั้งนี้การวิเคราะห์ค่า P/E นั้นเราไม่สามารถทำการวิเคราะห์แบบเดี่ยวๆได้แต่ต้องเป็นการวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะสามารถบอกได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกหรือแพงเกินไปแล้ว เช่น หุ้น ก ราคาหุ้น 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท เพราะฉะนั้น ค่า P/E ของหุ้น ก จึงเท่ากับ 10 เท่า ในขณะที่ หุ้น ข ราคาหุ้น 10 บาท แต่มีกำไรต่อหุ้น 2 บาท ค่า P/E ของหุ้น ข จึงเท่ากับ 5 เท่า เพราะฉะนั้นหากทำการวิเคราะห์แค่ปัจจัยนี้ หุ้น ข จึงน่าลงทุนกว่าหุ้น ก เพราะมีค่า P/E ที่น้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางคนก็มองค่า P/E ว่าเป็นการคำนวณถึงจุดคุ้มทุนด้วย เช่น หุ้น ข มีค่า P/E 5 เท่า ถ้ากำไรต่อหุ้นของหุ้น ข ไม่เปลี่ยนแปลงคือได้ 2 บาทต่อหุ้นไปทุกๆปีแล้ว ภายใน 5 ปี ผู้ลงทุนก็จะได้เงิน 10 บาทที่ลงทุนไปคืนมา
แต่ในบางครั้งการที่หุ้น มีค่า P/E ที่ต่ำก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป หากหุ้นเหล่านั้นมีค่า P/E ที่ต่ำเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้
อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์เพื่อหาหุ้นที่จะทำการลงทุนนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ ซึ่ง การใช้ค่า P/E Ratio มาทำการวิเคราะห์นั้นก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆปัจจัยเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนจะซื้อหุ้นตัวใดก็ตามจึงควรทำการศึกษารายละเอียด และ ทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนให้เหลือน้อยที่สุด
-----------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาแนวทางการลงทุนประเภทเน้นคุณค่าแล้ว คงจะได้ยินคำว่า พีอี เรโช (P/E Ratio) เป็นประจำ ในวันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยกันดีกว่า
พีอี เรโช (P/E Ratio) หรือ Price-Earnings Ratio คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไร เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมูลค่าหุ้นที่เก่าแก่มากและได้รับความนิยมสูง
P ย่อมาจาก Price ซึ่งก็คือ ราคา ,ส่วน E ย่อมาจาก Earning ซึ่งก็คือกำไร การหาค่า P/E Ratio ทำได้โดยเอา ราคาหุ้นมาตั้งแล้วหารด้วยกำไรของกิจการ
โดยส่วนมากแล้ว กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่นำมาใช้คำนวน ค่า P/E จะได้มาจาก 4 ไตรมาสล่าสุด ซึ่งก็คือ ผลกำไรในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมานั่นเอง ค่า P/E ที่คำนวนเช่นนี้ ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Trailing P/E”
อย่างไรก็ตาม นักการเงินบางท่านก็อาจใช้ กำไรต่อหุ้น (EPS) 2 เดือนล่าสุดมารวมกับ EPS อีก 2 เดือนในอนาคต ที่ได้จากการประเมิน มาคำนวนค่า P/E ซึ่งจะทำให้ค่าที่ได้ออกมาแตกต่างกันไป แม้จะแตกต่างไม่มาก แต่ก็ทำให้เราตระหนักได้ว่าค่าที่ได้จากการคำนวนไม่ได้เที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป
สำหรับบริษัทที่ไม่มีผลกำไร หรือ การดำเนินงานขาดทุน ค่า P/E ที่ได้นั้น มีความเห็นจากนักวิชาการต่างกันไป บางคนบอกว่า เป็นค่าติดลบ ,บางคนบอกว่า P/E เป็น 0 และบางคนก็บอกว่าไม่มี P/E
การนำค่า พีอี เรโช (P/E Ratio) มาใช้วิเคราะห์
ค่า P/E จะช่วยบอกให้ทราบว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อให้ได้กำไร 1 บาท , ยกตัวอย่างเช่น
หุ้น A ราคา 100 บาท บริษัทมีผลกำไรต่อหุ้นใน 4 ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 20 บาท
ค่า P/E ที่คำนวนได้จะเท่ากับ 100/20 = 5
แสดงว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงิน 5 บาท เพื่อให้บริษัทได้กำไร 1 บาท ต่อปี
ใช้พีอี เรโช (P/E Ratio) มาหาว่าหุ้นถูก หรือ แพง
ในมุมมองของนักลงทุนเน้นคุณค่า หุ้น A ราคา 100 บาท ไม่ได้หมายความว่าแพงกว่า หุ้น B ราคา 50 บาท เพราะหาก ค่า P/E ของหุ้น A คำนวนได้ 10 ในขณะที่หุ้น B คำนวนออกมาได้ 20 นั่นหมายความว่า หุ้น A ราคาถูกกว่าหุ้น B
จะเห็นได้ว่า ค่า P/E ยิ่งต่ำ ยิ่งดี
สองปัจจัย ที่ควรนำมาคำนึงถึงในการคำนวน P/E
1. อัตราการเติบโตของบริษัท : เนื่องจากค่า P/E เป็นการนำข้อมูลในในอดีตมาใช้ แต่สำหรับบางบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงนั้น จำเป็นต้องคิดคำนึงถึงเปอร์เซ็นต์การเติบโตด้วย เพราะหากใช้ P/E ในอดีต จะดูเหมือนว่า หุ้นนั้น ๆ มี P/E ที่สูงมาก ไม่น่าลงทุน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ราคาของหุ้นยังน่าลงทุนอยู่
วิธีที่ดีในการคาดการณ์ราคาที่เหมาะสมด้วยสูตร P/E สำหรับหุ้นบริษัทที่มีการเติบโตสูง คือ ใช้ EPS ที่ได้จากการคาดการณ์การเติบโตมาใช้
2. กลุ่มอุตสาหกรรม : เนื่องด้วยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มีการเติบโตที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค จะมีการเติบโต ต่ำกว่า หุ้นบริษัทเทคโนโลยี
ดังนั้น หากท่านนำค่า P/E ของบริษัท 2 บริษัท ที่อยู่คนละกลุ่มอุตสาหกรรม มาเทียบกัน ก็จะได้รับข้อมูลค่าเคลื่อน ยกตัวอย่าง เช่น
หุ้น A อยู่กลุ่มสื่อสาร มีค่า P/E 20 ในขณะที่หุ้น B อยู่ในกลุ่มโรงพยาบาล มีค่า P/E 15 หากเปรียบเทียบกันแล้ว หุ้น B จะดูน่าลงทุนมากกว่า
แต่เมื่อไปเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสื่อสารแล้ว พบว่า P/E เฉลี่ย มากกว่า 30
ในขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล P/E ส่วนใหญ่ อยู่ที่ 5
แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มสื่อสาร หุ้น A ยังน่าลงทุนอยู่ ในขณะที่หุ้น B นั้นมีค่า P/E สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ปัญหาของการนำค่า P/E มาใช้
- ควรระมัดระวังตัวเลข : กำไรต่อหุ้น ที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น บริษัทมีกำไรเฉพาะกาลจากการขายสินทรัพย์ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ หากเรานำตัวเลขกำไรในไตรมาสนั้นมาร่วมใช้คำนวน ก็จะทำให้ค่า P/E ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
- นอกจากนั้นในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังจำนวนมาก ดูเหมือนจะมีค่า P/E ต่ำ เพราะ EPS สูง แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวหมดไป แนวโน้ม EPS ในอนาคต ก็อาจจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- การตีความหมาย : หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมต่อการลงทุนเสมอไป เพราะบางบริษัทที่ถูกคาดการณ์ว่าจะมีอัตรากำไรในอนาคตที่ต่ำลง ราคาหุ้นก็จะลดลงก่อน ทำให้ P/E ต่ำ
หวังว่าบทความเรื่อง พีอี เรโช (P/E Ratio) นี้ คงจะมีประโยชน์แก่นักลงทุนชาวไทยมือใหม่บ้าง ไม่มากก็น้อย
-----------------------------------------------------------------------------------------
จาก clubvi.com
ในการวัดว่าหุ้นแต่ละตัวราคาถูกหรือแพงนั้น วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ดูจาก “ค่า P/E”
ค่า P/E หรือ P/E Ratio ย่อมาจาก “Price to Earnings Ratio” เป็นค่าที่คำนวณได้ไม่ยาก โดยเอา “ราคาหุ้น” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น” ตัวเลขที่ได้คือ “ค่า P/E” มีหน่วยเป็น “เท่า”
ค่า P/E ที่มักใช้กันมีอยู่สองประเภท คือ “Trailing P/E” (บ้างก็เรียกว่า LTM P/E) และ “Forward P/E”
Trailing P/E แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยคือ “P/E ตามหลัง” (แต่โดยมากมักไม่ค่อยแปลกัน) โดยค่า “E” ของ Trailing P/E มาจากกำไรต่อหุ้นซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิที่ประกาศต่อสาธารณชนแล้ว
ค่า E ของ Trailing P/E หาได้โดยเอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศแล้วของบริษัทมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ค่าที่ได้คือ “กำไรต่อหุ้น” หรือ E
จากนั้น ให้เอา P หาร E (ที่เพิ่งคำนวณออกมาได้) ตัวเลขที่ได้คือ Trailing P/E
เช่น เราต้องการคำนวณหาค่า P/E ของบริษัท Happy Home ณ วันที่ 15 ส.ค. 2555 สิ่งที่ต้องทำก็คือ เอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดของบริษัท ในกรณีนี้คือกำไรไตรมาสที่ 3/54, 4/54, 1/55 และ 2/55 บวกกัน สมมุติว่าได้เท่ากับ 1,200 ล้านบาท แล้วหารด้วยปริมาณหุ้นในตลาดของบริษัท Happy Home สมมุติว่ามีอยู่ 2,400 ล้านหุ้น ค่า E ที่ได้จะเท่ากับ “0.5” (1,200 /2,400)
จากนั้น ให้เอาราคาตลาดของบริษัทแฮปปี้โฮม ณ เวลาที่คำนวณ สมมุติว่าเท่ากับ 4 บาท หารด้วยค่า E คือ 0.5 ค่า P/E ของบริษัทแฮปปี้โฮมก็จะเท่ากับ 4/0.5 = 8 เท่า
อนึ่ง Trailing P/E บ้างก็เรียกชื่อว่า “LTM P/E” ย่อมาจาก “Last Twelve-Month P/E” ซึ่งหมายถึง P/E ที่มาจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง (4 ไตรมาสล่าสุด) นั่นเอง
ค่า P/E อีกประเภทหนึ่งคือ Forward P/E แปลตรงตัวคือ “P/E ล่วงหน้า” (บ้างก็เรียกว่า P/E อนาคต) ซึ่งจะใช้ค่า E จากกำไรที่คาดการณ์ไปข้างหน้า โดยมักคาดการณ์ไปในรอบปีบัญชีถัดไปเต็มปี เช่น หากคำนวณในวันที่ 15 ส.ค. 2012 ก็มักใช้ค่า E ของปี 2013 ทั้งปี เป็นต้น (แต่จะรวมถึงปี 2014 หรือ 2015 ด้วยก็ได้)
จากนั้นก็คำนวณในลักษณะเดียวกับ Trailing P/E ค่าที่ได้ออกมาจะเป็น Forward P/E ที่เราต้องการ (อาจใช้เครื่องหมายว่า P/E 2013F, P/E 2014F โดย F ย่อมาจาก Forecast เพื่อให้รู้ว่าเป็นค่า P/E ที่คาด)
ดังนั้น จากตัวอย่างเดิม เราต้องคำนวณกำไรสุทธิที่คาดของบริษัท Happy Home ในปี 2556 เต็มปี หารด้วยจำนวนหุ้น คือ 2,400 ล้านหุ้น จึงจะได้ค่า E ออกมา
จะเห็นได้ว่า Trailing P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ Forward P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “การคาดการณ์” ของแต่ละบุคคล ซึ่งย่อมมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
ข้อดีของ Trailing P/E (หรือ LTM P/E) คือ ความน่าเชื่อถือ เพราะมีที่มาจากกำไรที่เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนความถูกแพงของราคาหุ้นได้ไม่ทันการ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วน Forward P/E ข้อดีคือ ข้อมูลที่ใช้อัพเดตกว่า และเป็นการมองไปในอนาคต แต่ข้อเสียที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้า ไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้น
เพราะฉะนั้น เวลามีคนมาบอกคุณว่า หุ้นตัวนี้ P/E ถูก ก็ต้องถามให้แน่ใจว่า P/E ในที่นี้ หมายถึง Trailing P/E หรือ Forward P/E ถ้าเป็นประเภทหลัง ก็อย่าเพิ่งเชื่อไปเสียทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ค่า P/E จากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ รวมทั้งค่า P/E ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์การลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ เช่น settrade.com, set.or.th มักจะเป็น Trailing P/E แทบทั้งนั้น ต่างจากค่า P/E ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ที่อาจเป็น Forward P/E
ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของโบรกเกอร์ เวลาแนะนำหุ้นให้ลูกค้า ย่อมต้องคาดการณ์ไปในอนาคต เพื่อนำไปสู่การหาราคาที่เหมาะสม ดังนั้น P/E ที่บริษัทหลักทรัพย์ใช้ บ่อยครั้งจึงเป็นเพียง Forward P/E หรือ P/E คาดการณ์
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ นักลงทุนจำนวนมากมักเปรียบเทียบความถูกแพงของราคาหุ้น โดยใช้ค่า P/E ของหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับค่า P/E ของหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน วิธีเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ก็มีจุดอ่อน เพราะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้จะมีความใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด
เช่น บริษัทในกลุ่มค้าปลีก บางบริษัททำร้านสะดวกซื้อ บางบริษัททำห้างสรรพสินค้า บางบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยี ฉะนั้น การจะบอกว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ควรมีความถูกแพงในระดับที่ใกล้เคียงกันก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก
นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อหุ้นโดยดูจากค่า P/E เพียงอย่างเดียวก็ยังขาดความสมบูรณ์อยู่ เช่น หุ้นที่มี P/E 10 เท่า ก็อาจไม่ได้น่าซื้อไปกว่าหุ้นที่มี P/E 12 เท่า เสมอไป หากว่ามันมีการเติบโตต่ำ หรือว่าเป็นธุรกิจขาลง
อาทิ หุ้นของบริษัทสิ่งทอบริษัทหนึ่ง มีค่า P/E เพียง 9 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้รับหากเข้าไปลงทุน อาจจะน้อยกว่าหุ้นค้าปลีกที่มี P/E เกิน 20 เท่า แต่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็เป็นได้
โดยสรุป ค่า P/E เป็นหนทางหนึ่งในการวัดความถูกแพงของราคาหุ้น เป็นวิธีที่เรียบง่ายและได้รับความนิยมมาก
การวิเคราะห์หุ้นด้วยค่า P/E Ratio เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าหุ้นแต่ละตัว หรือ ในแต่ละอุตสาหกรรมควรจะมีค่า P/E เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม เพื่อที่จะได้นำมาเป็นส่วนช่วยในการที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นนั้นๆ (ซึ่งบ้างก็ว่าต้อง P/E ต่ำกว่า 10 เท่าถึงจะน่าสนใจ) โดยค่า P/E Ratio นั้นได้จากการนำราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น เช่น หุ้น ก ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1บาท เพราะฉะนั้น ค่า P/E Ratio ของหุ้น ก จึงเท่ากับ 10/1 = 10 เท่า เป็นต้น
ทั้งนี้การวิเคราะห์ค่า P/E นั้นเราไม่สามารถทำการวิเคราะห์แบบเดี่ยวๆได้แต่ต้องเป็นการวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะสามารถบอกได้ว่าหุ้นตัวนั้นมีราคาถูกหรือแพงเกินไปแล้ว เช่น หุ้น ก ราคาหุ้น 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น 1 บาท เพราะฉะนั้น ค่า P/E ของหุ้น ก จึงเท่ากับ 10 เท่า ในขณะที่ หุ้น ข ราคาหุ้น 10 บาท แต่มีกำไรต่อหุ้น 2 บาท ค่า P/E ของหุ้น ข จึงเท่ากับ 5 เท่า เพราะฉะนั้นหากทำการวิเคราะห์แค่ปัจจัยนี้ หุ้น ข จึงน่าลงทุนกว่าหุ้น ก เพราะมีค่า P/E ที่น้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางคนก็มองค่า P/E ว่าเป็นการคำนวณถึงจุดคุ้มทุนด้วย เช่น หุ้น ข มีค่า P/E 5 เท่า ถ้ากำไรต่อหุ้นของหุ้น ข ไม่เปลี่ยนแปลงคือได้ 2 บาทต่อหุ้นไปทุกๆปีแล้ว ภายใน 5 ปี ผู้ลงทุนก็จะได้เงิน 10 บาทที่ลงทุนไปคืนมา
แต่ในบางครั้งการที่หุ้น มีค่า P/E ที่ต่ำก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป หากหุ้นเหล่านั้นมีค่า P/E ที่ต่ำเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้
- เป็นหุ้นที่ไม่เติบโตแล้ว
- เป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมตะวันตกดิน คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้ความสนใจ
- เป็นหุ้นที่ยอดขายเริ่มตกลงอย่างถาวร ส่งผลให้กำไรลดลง
- มีความเสี่ยงสูง ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนมากขึ้น
- เป็นหุ้นวัฏจักรที่คาดการณ์กำไรลำบาก
- อยู่ในอุตสาหกรรมที่ต้องลงทุนสูงตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้เงินเยอะ ส่งผลให้ได้รับผลตอบแทนต่ำ
อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์เพื่อหาหุ้นที่จะทำการลงทุนนั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ ซึ่ง การใช้ค่า P/E Ratio มาทำการวิเคราะห์นั้นก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆปัจจัยเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่นักลงทุนจะซื้อหุ้นตัวใดก็ตามจึงควรทำการศึกษารายละเอียด และ ทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนให้เหลือน้อยที่สุด
-----------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาแนวทางการลงทุนประเภทเน้นคุณค่าแล้ว คงจะได้ยินคำว่า พีอี เรโช (P/E Ratio) เป็นประจำ ในวันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้ด้วยกันดีกว่า
พีอี เรโช (P/E Ratio) หรือ Price-Earnings Ratio คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไร เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดมูลค่าหุ้นที่เก่าแก่มากและได้รับความนิยมสูง
P ย่อมาจาก Price ซึ่งก็คือ ราคา ,ส่วน E ย่อมาจาก Earning ซึ่งก็คือกำไร การหาค่า P/E Ratio ทำได้โดยเอา ราคาหุ้นมาตั้งแล้วหารด้วยกำไรของกิจการ
โดยส่วนมากแล้ว กำไรต่อหุ้น (EPS) ที่นำมาใช้คำนวน ค่า P/E จะได้มาจาก 4 ไตรมาสล่าสุด ซึ่งก็คือ ผลกำไรในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมานั่นเอง ค่า P/E ที่คำนวนเช่นนี้ ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Trailing P/E”
อย่างไรก็ตาม นักการเงินบางท่านก็อาจใช้ กำไรต่อหุ้น (EPS) 2 เดือนล่าสุดมารวมกับ EPS อีก 2 เดือนในอนาคต ที่ได้จากการประเมิน มาคำนวนค่า P/E ซึ่งจะทำให้ค่าที่ได้ออกมาแตกต่างกันไป แม้จะแตกต่างไม่มาก แต่ก็ทำให้เราตระหนักได้ว่าค่าที่ได้จากการคำนวนไม่ได้เที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป
สำหรับบริษัทที่ไม่มีผลกำไร หรือ การดำเนินงานขาดทุน ค่า P/E ที่ได้นั้น มีความเห็นจากนักวิชาการต่างกันไป บางคนบอกว่า เป็นค่าติดลบ ,บางคนบอกว่า P/E เป็น 0 และบางคนก็บอกว่าไม่มี P/E
การนำค่า พีอี เรโช (P/E Ratio) มาใช้วิเคราะห์
ค่า P/E จะช่วยบอกให้ทราบว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อให้ได้กำไร 1 บาท , ยกตัวอย่างเช่น
หุ้น A ราคา 100 บาท บริษัทมีผลกำไรต่อหุ้นใน 4 ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 20 บาท
ค่า P/E ที่คำนวนได้จะเท่ากับ 100/20 = 5
แสดงว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงิน 5 บาท เพื่อให้บริษัทได้กำไร 1 บาท ต่อปี
ใช้พีอี เรโช (P/E Ratio) มาหาว่าหุ้นถูก หรือ แพง
ในมุมมองของนักลงทุนเน้นคุณค่า หุ้น A ราคา 100 บาท ไม่ได้หมายความว่าแพงกว่า หุ้น B ราคา 50 บาท เพราะหาก ค่า P/E ของหุ้น A คำนวนได้ 10 ในขณะที่หุ้น B คำนวนออกมาได้ 20 นั่นหมายความว่า หุ้น A ราคาถูกกว่าหุ้น B
จะเห็นได้ว่า ค่า P/E ยิ่งต่ำ ยิ่งดี
สองปัจจัย ที่ควรนำมาคำนึงถึงในการคำนวน P/E
1. อัตราการเติบโตของบริษัท : เนื่องจากค่า P/E เป็นการนำข้อมูลในในอดีตมาใช้ แต่สำหรับบางบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูงนั้น จำเป็นต้องคิดคำนึงถึงเปอร์เซ็นต์การเติบโตด้วย เพราะหากใช้ P/E ในอดีต จะดูเหมือนว่า หุ้นนั้น ๆ มี P/E ที่สูงมาก ไม่น่าลงทุน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ราคาของหุ้นยังน่าลงทุนอยู่
วิธีที่ดีในการคาดการณ์ราคาที่เหมาะสมด้วยสูตร P/E สำหรับหุ้นบริษัทที่มีการเติบโตสูง คือ ใช้ EPS ที่ได้จากการคาดการณ์การเติบโตมาใช้
2. กลุ่มอุตสาหกรรม : เนื่องด้วยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มีการเติบโตที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค จะมีการเติบโต ต่ำกว่า หุ้นบริษัทเทคโนโลยี
ดังนั้น หากท่านนำค่า P/E ของบริษัท 2 บริษัท ที่อยู่คนละกลุ่มอุตสาหกรรม มาเทียบกัน ก็จะได้รับข้อมูลค่าเคลื่อน ยกตัวอย่าง เช่น
หุ้น A อยู่กลุ่มสื่อสาร มีค่า P/E 20 ในขณะที่หุ้น B อยู่ในกลุ่มโรงพยาบาล มีค่า P/E 15 หากเปรียบเทียบกันแล้ว หุ้น B จะดูน่าลงทุนมากกว่า
แต่เมื่อไปเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสื่อสารแล้ว พบว่า P/E เฉลี่ย มากกว่า 30
ในขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล P/E ส่วนใหญ่ อยู่ที่ 5
แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มสื่อสาร หุ้น A ยังน่าลงทุนอยู่ ในขณะที่หุ้น B นั้นมีค่า P/E สูงกว่าบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ปัญหาของการนำค่า P/E มาใช้
- ควรระมัดระวังตัวเลข : กำไรต่อหุ้น ที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น บริษัทมีกำไรเฉพาะกาลจากการขายสินทรัพย์ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ หากเรานำตัวเลขกำไรในไตรมาสนั้นมาร่วมใช้คำนวน ก็จะทำให้ค่า P/E ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
- นอกจากนั้นในสภาวะที่อัตราเงินเฟ้อสูงอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังจำนวนมาก ดูเหมือนจะมีค่า P/E ต่ำ เพราะ EPS สูง แต่เมื่อสินค้าดังกล่าวหมดไป แนวโน้ม EPS ในอนาคต ก็อาจจะลดลง ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- การตีความหมาย : หุ้นที่มีค่า P/E ต่ำ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมต่อการลงทุนเสมอไป เพราะบางบริษัทที่ถูกคาดการณ์ว่าจะมีอัตรากำไรในอนาคตที่ต่ำลง ราคาหุ้นก็จะลดลงก่อน ทำให้ P/E ต่ำ
หวังว่าบทความเรื่อง พีอี เรโช (P/E Ratio) นี้ คงจะมีประโยชน์แก่นักลงทุนชาวไทยมือใหม่บ้าง ไม่มากก็น้อย
-----------------------------------------------------------------------------------------
จาก clubvi.com
ในการวัดว่าหุ้นแต่ละตัวราคาถูกหรือแพงนั้น วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ดูจาก “ค่า P/E”
ค่า P/E หรือ P/E Ratio ย่อมาจาก “Price to Earnings Ratio” เป็นค่าที่คำนวณได้ไม่ยาก โดยเอา “ราคาหุ้น” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น” ตัวเลขที่ได้คือ “ค่า P/E” มีหน่วยเป็น “เท่า”
ค่า P/E ที่มักใช้กันมีอยู่สองประเภท คือ “Trailing P/E” (บ้างก็เรียกว่า LTM P/E) และ “Forward P/E”
Trailing P/E แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยคือ “P/E ตามหลัง” (แต่โดยมากมักไม่ค่อยแปลกัน) โดยค่า “E” ของ Trailing P/E มาจากกำไรต่อหุ้นซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิที่ประกาศต่อสาธารณชนแล้ว
ค่า E ของ Trailing P/E หาได้โดยเอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศแล้วของบริษัทมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ค่าที่ได้คือ “กำไรต่อหุ้น” หรือ E
จากนั้น ให้เอา P หาร E (ที่เพิ่งคำนวณออกมาได้) ตัวเลขที่ได้คือ Trailing P/E
เช่น เราต้องการคำนวณหาค่า P/E ของบริษัท Happy Home ณ วันที่ 15 ส.ค. 2555 สิ่งที่ต้องทำก็คือ เอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดของบริษัท ในกรณีนี้คือกำไรไตรมาสที่ 3/54, 4/54, 1/55 และ 2/55 บวกกัน สมมุติว่าได้เท่ากับ 1,200 ล้านบาท แล้วหารด้วยปริมาณหุ้นในตลาดของบริษัท Happy Home สมมุติว่ามีอยู่ 2,400 ล้านหุ้น ค่า E ที่ได้จะเท่ากับ “0.5” (1,200 /2,400)
จากนั้น ให้เอาราคาตลาดของบริษัทแฮปปี้โฮม ณ เวลาที่คำนวณ สมมุติว่าเท่ากับ 4 บาท หารด้วยค่า E คือ 0.5 ค่า P/E ของบริษัทแฮปปี้โฮมก็จะเท่ากับ 4/0.5 = 8 เท่า
อนึ่ง Trailing P/E บ้างก็เรียกชื่อว่า “LTM P/E” ย่อมาจาก “Last Twelve-Month P/E” ซึ่งหมายถึง P/E ที่มาจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง (4 ไตรมาสล่าสุด) นั่นเอง
ค่า P/E อีกประเภทหนึ่งคือ Forward P/E แปลตรงตัวคือ “P/E ล่วงหน้า” (บ้างก็เรียกว่า P/E อนาคต) ซึ่งจะใช้ค่า E จากกำไรที่คาดการณ์ไปข้างหน้า โดยมักคาดการณ์ไปในรอบปีบัญชีถัดไปเต็มปี เช่น หากคำนวณในวันที่ 15 ส.ค. 2012 ก็มักใช้ค่า E ของปี 2013 ทั้งปี เป็นต้น (แต่จะรวมถึงปี 2014 หรือ 2015 ด้วยก็ได้)
จากนั้นก็คำนวณในลักษณะเดียวกับ Trailing P/E ค่าที่ได้ออกมาจะเป็น Forward P/E ที่เราต้องการ (อาจใช้เครื่องหมายว่า P/E 2013F, P/E 2014F โดย F ย่อมาจาก Forecast เพื่อให้รู้ว่าเป็นค่า P/E ที่คาด)
ดังนั้น จากตัวอย่างเดิม เราต้องคำนวณกำไรสุทธิที่คาดของบริษัท Happy Home ในปี 2556 เต็มปี หารด้วยจำนวนหุ้น คือ 2,400 ล้านหุ้น จึงจะได้ค่า E ออกมา
จะเห็นได้ว่า Trailing P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ Forward P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “การคาดการณ์” ของแต่ละบุคคล ซึ่งย่อมมีความไม่แน่นอนอยู่มาก
ข้อดีของ Trailing P/E (หรือ LTM P/E) คือ ความน่าเชื่อถือ เพราะมีที่มาจากกำไรที่เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนความถูกแพงของราคาหุ้นได้ไม่ทันการ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วน Forward P/E ข้อดีคือ ข้อมูลที่ใช้อัพเดตกว่า และเป็นการมองไปในอนาคต แต่ข้อเสียที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้า ไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้น
เพราะฉะนั้น เวลามีคนมาบอกคุณว่า หุ้นตัวนี้ P/E ถูก ก็ต้องถามให้แน่ใจว่า P/E ในที่นี้ หมายถึง Trailing P/E หรือ Forward P/E ถ้าเป็นประเภทหลัง ก็อย่าเพิ่งเชื่อไปเสียทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ค่า P/E จากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ รวมทั้งค่า P/E ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์การลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ เช่น settrade.com, set.or.th มักจะเป็น Trailing P/E แทบทั้งนั้น ต่างจากค่า P/E ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ที่อาจเป็น Forward P/E
ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของโบรกเกอร์ เวลาแนะนำหุ้นให้ลูกค้า ย่อมต้องคาดการณ์ไปในอนาคต เพื่อนำไปสู่การหาราคาที่เหมาะสม ดังนั้น P/E ที่บริษัทหลักทรัพย์ใช้ บ่อยครั้งจึงเป็นเพียง Forward P/E หรือ P/E คาดการณ์
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ นักลงทุนจำนวนมากมักเปรียบเทียบความถูกแพงของราคาหุ้น โดยใช้ค่า P/E ของหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับค่า P/E ของหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน วิธีเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ก็มีจุดอ่อน เพราะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้จะมีความใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด
เช่น บริษัทในกลุ่มค้าปลีก บางบริษัททำร้านสะดวกซื้อ บางบริษัททำห้างสรรพสินค้า บางบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยี ฉะนั้น การจะบอกว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ควรมีความถูกแพงในระดับที่ใกล้เคียงกันก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก
นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อหุ้นโดยดูจากค่า P/E เพียงอย่างเดียวก็ยังขาดความสมบูรณ์อยู่ เช่น หุ้นที่มี P/E 10 เท่า ก็อาจไม่ได้น่าซื้อไปกว่าหุ้นที่มี P/E 12 เท่า เสมอไป หากว่ามันมีการเติบโตต่ำ หรือว่าเป็นธุรกิจขาลง
อาทิ หุ้นของบริษัทสิ่งทอบริษัทหนึ่ง มีค่า P/E เพียง 9 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้รับหากเข้าไปลงทุน อาจจะน้อยกว่าหุ้นค้าปลีกที่มี P/E เกิน 20 เท่า แต่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็เป็นได้
โดยสรุป ค่า P/E เป็นหนทางหนึ่งในการวัดความถูกแพงของราคาหุ้น เป็นวิธีที่เรียบง่ายและได้รับความนิยมมาก
ค่า PE คืออะไร แล้วเราจะเลือกหุ้น PE สูงหรือต่ำดี
หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยรู้จักกับอัตราส่วนตัวนี้มาบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างว่า มันสามารถช่วยในการวิเคราะห์การลงทุนของท่านได้อย่างไร ก่อนอื่นมารู้จักความหมายของ P/E Ratio กันก่อน แล้วค่อยมาดูกันต่อว่ามันมีประโยชน์ต่อการเลือกลงทุนของเราอย่างไร (ข้อมูลอ้างอิงจาก www.bkkonline.com/investment)
| P/E = |
ราคาตลาดต่อหุ้น
กำไรสุทธิต่อหุ้นประจำงวด 12 เดือนของหุ้น
|
หุ้นที่มี P/E สูงหมายถึงว่า เรายอมที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อเทียบกับหุ้นอีกตัวที่ P/E ต่ำกว่า หลายคนจึงมักจะบอกว่าหุ้นที่มี P/E สูงคือหุ้นแพง และหุ้นที่มี P/E ต่ำคือหุ้นถูก ดังนั้น การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกน่าจะมีโอกาสกำไรมากกว่าซื้อหุ้นที่แพง แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่ใช่ทุกครั้งไปที่จะได้ผล บางครั้งการซื้อหุ้นที่มี P/E Ratio สูงกลับมีผลกำไรดีกว่าการซื้อหุ้นที่มี P/E Ratio ต่ำ เนื่องจากหุ้นแต่ละตัวมีลักษณะไม่เหมือนกัน และไม่ได้เป็นไปตามข้อสมมติฐานที่สมมติดังกล่าว โดยปัจจัยที่เราไม่ได้พิจารณาคือ
1. การเพิ่มขึ้นและลดลงของกำไร
หุ้นที่มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกำไรมักจะมี P/E Ratio สูง ในขณะที่หุ้นที่มีแนวโน้มการถดถอยของกำไรจะมี P/E ต่ำ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการทำกำไรก็จะมีผลต่อราคา เช่น หากผู้ลงทุนมองหุ้นตัวหนึ่งเป็น Growth Stock สมควรที่จะซื้อขายที่ P/E สูง ๆ แต่ถ้าวันนึงมีปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจที่ทำให้หุ้นตัวนี้จะไม่มีการขยายตัวของกำไรสูงอย่างที่คาด ทำให้ผู้ลงทุนประเมิน P/E ที่เหมาะสมของหุ้นให้ต่ำลง จึงพากันเทขายหุ้นออกมา หุ้นตัวนั้นก็จะมีราคาลดลงอย่างรวดเร็ว
วิธีการใช้ P/E Ratio อย่างง่ายๆ ในการดูว่าหุ้นตัวนั้นราคาถูกหรือแพงอย่างคร่าว ๆ คือ หุ้นที่น่าลงทุนไม่ควรจะมี P/E Ratio สูงกว่าการขยายตัวของกำไร หรือก็คือการหา PE to Growth Ratio คือ การนำ P/E หารด้วย Growth หุ้นตัวไหนยิ่งมีค่าต่ำกว่า 1 มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เช่น หุ้น A จะมีการขยายตัวของกำไรในอีก 3 ปีข้างหน้าประมาณ 15% ต่อปี หุ้นตัวนี้ก็ควรจะมี P/E Ratio ไม่เกิน 15 เท่า ดังนั้น ถ้าหุ้นตัวนี้มี P/E 8 เท่าก็น่าพิจารณาซื้อ เป็นต้น
2. ความเสี่ยงของกิจการและความผันผวนของกำไร
หุ้นที่มีความเสี่ยงสูงจะมี P/E ต่ำกว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า P/E คือระยะเวลาคืนทุน ดังนั้น หากเราดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยง เราก็ย่อมจะต้องการให้ธุรกิจคืนทุนเร็ว ๆ หรือต้องการให้ P/E ต่ำ ๆ นั่นเอง
3. ปัจจัยอื่น ๆ
- คุณภาพของผู้บริหารและ Good Governance ถ้าบริษัทมีผู้บริหารที่ดี มีความสามารถ หุ้นของบริษัทก็จะมี P/E สูง
- สภาพคล่องของหุ้น หุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่มักจะมี P/E สูงกว่าหุ้นที่มี Market Cap เล็กที่มีสภาพคล่องน้อยกว่าแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ดีก็ตาม เนื่องจากกองทุนและผู้ลงุทนต่างชาติจะให้ความสนใจมากกว่า เพราะจำนวนที่ต้องการซื้อแต่ละครั้งค่อนข้างมาก หากซื้อหุ้นตัวเล็กจะซื้อขายลำบาก ทำให้หุ้นขนาดใหญ่มี P/E สูงกว่า
นอกจากที่เราดูเปรียบเทียบหุ้นแบบตัวต่อตัวแล้ว เราควรจะดู P/E Ratio เปรียบเทียบกับ P/E ตลาดและอุตสาหกรรมด้วย จะได้เปรียบเทียบดูว่าหุ้นนั้นมี P/E ที่สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานของตลาดและอุตสาหกรรม
เราสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ P/E Ratio เพิ่มเติมได้ เช่น ถ้าท่านต้องการดู P/E ตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรม ท่านสามารถใช้ฟังก์ชั่นดัชนีอุตสาหกรรม (Sectoral Indices) หรือฟังก์ชั่นข้อมูลเปรียบเทียบหมวดอุตสาหกรรม (Sector Comparison) แต่ถ้าท่านต้องการดูเป็นรายหลักทรัพย์ สามารถเรียกดูได้จากฟังก์ชั่นการจัดอันดับ (Top Ranking) ฟังก์ชั่นข้อมูลเปรียบเทียบรายหลักทรัพย์ (Stock Comparison) ฟังก์ชั่นข้อมูล Highlight ของบริษัท (Company Highlight) และฟังก์ชั่นการซื้อขายในอดีต (Historical Trading) แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับค่า ได้แก่
- SETSMART
- FACTSHEET ใน SETTRADE
อย่างไรก็ตาม ในการเลือกลงทุน P/E Ratio เป็นแค่ข้อมูลหนึ่งในประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ผู้ลงทุนควรจะต้องดูหลาย ๆ ข้อมูลประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางการเงิน หรือแม้แต่ข่าวต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัทนั้น ๆ เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจลงทุน
E-หุ้น โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ค่า PE หรืออัตราส่วน ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น ของบริษัท ซึ่งเป็นมาตรฐานวัดความถูกความแพงของหุ้นที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งนั้นเป็น อัตราส่วนที่ดูเหมือนว่าจะหาง่ายที่สุด ใช้ง่ายที่สุด และเข้าใจได้ง่ายที่สุด
แต่เชื่อไหมว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้คนใช้ โดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุนมือใหม่ผิดพลาดมากที่สุด
นักลงทุนสามารถเปิดหนังสือพิมพ์ธุรกิจและหุ้นทุกฉบับ และจะพบค่า PE ของหุ้นทุกตัว และดูว่าถ้าค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่าก็ถือว่าหุ้นมีราคาถูกกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบัน ยิ่งต่ำก็ยิ่งถูก ตรงกันข้าม หุ้นที่มีค่า PE สูงเกิน 10 เท่าก็ถือว่าเริ่มแพงและถ้าตัวไหนมีค่า PE เป็น 30 – 40 เท่าก็เรียกว่า Impossible
ความหมายของ PE นั้น คร่าวๆ ก็คือ เป็นค่าที่บอกว่าการลงทุนของเราจะใช้เวลากี่ปีถึงจะคืนทุน (ถ้ากำไรยังเท่าเดิมไปเรื่อยๆ) ยิ่งคืนทุนเร็วก็ถือว่าหุ้นยิ่งมีราคาถูก
นักลงทุนที่เป็น Value Investor มือใหม่จำนวนมากพยายามหาหุ้นที่มีค่า PE ต่ำเพราะเข้าใจว่านี่คือหุ้นที่จะทำกำไรได้ในระยะยาว แต่พอซื้อเข้าไปแล้วราคาหุ้นกลับลดต่ำลง ผลการดำเนินงานของบริษัทแย่ลง กำไรของบริษัทลดน้อยลงและค่า PE กลับปรับตัวสูงขึ้น หุ้นที่เคย “ถูก” กลับกลายเป็นหุ้น “แพง” อนาคตดูมืดมน ปัญหาทั้งหมดนี้อยู่ที่ข้อมูลของ PE หรือพูดให้ชัดเจนก็คือค่า E ที่นำมาใช้นั้นเป็นค่า E หรือกำไรของปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นค่า E ที่ยังไม่ได้มีการปรับปรุงให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงด้วย
ก่อนที่จะนำค่า PE มาใช้ได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องมีการวิเคราะห์พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าค่า E หรือกำไรของบริษัทนั้นเป็นค่า E ที่แท้จริงและจะสามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป หรือถ้าจะให้ดีก็คือเติบโตไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ค่า E ที่อาจจะลดน้อยลงไปในอนาคต
การหาค่า E ที่แท้จริง ในเบื้องต้นก็คือ ดูว่าบริษัทไม่มีหุ้นที่จะออกมาเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่อาจจะถูกแปลงสภาพหรือ ถูกใช้สิทธิจากวอแรนต์ของบริษัทที่ออกไปแล้ว หากบริษัทมีการออกวอแรนต์และมีโอกาสที่วอแรนต์นั้นจะกลายมาเป็นหุ้น เราก็ต้องเอาหุ้นที่จะเพิ่มขึ้นนั้นมาปรับลดค่าของ E ลงมาตามส่วน สำหรับบางบริษัท หุ้นในส่วนนี้อาจจะเพิ่มขึ้นมาถึง 100% ซึ่งทำให้ค่า E ลดลงมาเหลือเพียงครึ่งเดียว และทำให้ค่า PE สูงขึ้นเป็นเท่าตัว
เรื่องการปรับค่า E หรือค่า PE นี้เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องตรวจสอบทุกครั้ง เพราะหุ้นในตลาดเกือบ 100 บริษัทมีการออกวอแรนต์จำนวนมาก ว่าที่จริง หุ้นที่เป็นที่นิยมของนักลงทุนจำนวนมากต่างก็มีวอแรนต์กันทั่วหน้า เพราะฉะนั้น โอกาสที่คุณจะเลือกหุ้นที่มีวอแรนต์ติดมาด้วยนั้นมีไม่น้อย และเรื่องของการปรับค่า PE เนื่องจากวอแรนต์นั้นยังไม่มีใครทำนอกจากนักลงทุนจะต้องคำนวณเอง
ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องความมั่นคงของค่า E หรือกำไรของบริษัท เรื่องนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์อาจจะช่วยได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่นักวิเคราะห์จะมองอนาคตสั้นๆ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวแบบ Value Investment แล้ว เราจะต้องวิเคราะห์เอง กฎง่ายๆ ของผมก็คือ เราจะต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 5 ปี ดูว่ากำไรที่เราเห็นในปีที่ผ่านมาจะยังคงดีอยู่ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้าไหม ถ้าคำตอบคือ ไม่ใช่ หรือ ไม่แน่ แสดงว่า E ตัวนั้น หรือค่า PE ที่เราเห็นเอามาใช้ไม่ได้
การดูความมั่นคงของค่า E นั้น วิธีง่ายที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ ดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทอย่าง น้อย 5 ปี ซึ่งข้อมูลนี้หาได้ง่ายจากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ หากปรากฏว่ากำไรของบริษัทมีความสม่ำเสมอหรือเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราก็พอจะมั่นใจได้ว่านั่นเป็นค่า E ที่ใช้ได้ แต่ถ้ากำไรขึ้นๆ ลงๆ รุนแรง เราอาจจะต้องใช้ค่า E เฉลี่ย หรือค่า E ที่ต่ำที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแทน
ข้อมูลทั้งหมดที่ได้มานั้น ยังไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ทันที จะต้องผ่านการวิเคราะห์เชิงคุณภาพอีกชั้นหนึ่งก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะ ได้ค่า E ที่ถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่ค่า PE ที่แท้จริงเพื่อใช้ในการลงทุน โอกาสที่ค่า PE ที่เราเห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์จะตรงกับความเป็นจริงนั้นผมคิดว่ามีน้อย เพราะฉะนั้น ในความเห็นของผมก็คือ อย่าเอาค่า PE ของหุ้นจากหนังสือพิมพ์มาใช้ ถ้าจะใช้ก็ขอให้เป็นเพียงตะแกรงร่อนหยาบๆ ที่จะมองหาหุ้นเพื่อไปศึกษาต่อเท่านั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

